มาตรฐานเหล็กบนแผ่นกระดาษ: เจาะลึกระบบ ‘2 กรรมการ 200 คะแนน’ แห่งสนามหลวง พ.ศ. 2513
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบแต่แฝงด้วยความเข้มขลัง ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2514 แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบจีวรของเหล่าพระเถรานุเถระและพระเปรียญที่สละเวลามานั่งรวมตัวกันเพื่อภารกิจสำคัญ, เสียงพลิกกระดาษใบตอบนับแสนฉบับดังกังวานเป็นจังหวะ ราวกับเสียงแห่งความหวังของศาสนทายาทกว่า 200,000 รูป/คน ที่รอคอยผลการพิสูจน์ปัญญาธรรม บทความนี้จะพาท่านย้อนไปสัมผัสความละเอียดลออของระบบ “2 กรรมการ 200 คะแนน” มาตรฐานการวัดผลที่ขึ้นชื่อว่ายุติธรรมและเฉียบขาดที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ไทย
สายตาคู่ระแวดระวัง—กระบวนการตรวจสอบสองชั้น
เมื่อใบตอบถูกส่งมาถึงมือคณะกรรมการ สนามหลวงแผนกธรรมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่สายตาของใครเพียงรูปเดียว แต่ใช้ระบบ “กรรมการ 2 รูปพิจารณาร่วมกัน” เพื่อให้ทราบความรู้ของนักเรียนตามความเป็นจริง.
ภาพที่เห็นคือ กรรมการรูปแรกจะบรรจงตรวจและให้คะแนนทีละข้อ โดยคะแนนเต็มแต่ละข้อไม่เกิน 10 คะแนน เมื่อตรวจเสร็จจะรวมคะแนนไว้ที่มุมขวาบนของหัวกระดาษและลงนามกำกับไว้ที่มุมซ้าย จากนั้นความระทึกใจจะส่งต่อมายังกรรมการรูปที่ 2 ผู้มีหน้าที่ตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หากเห็นร่วมกันก็ไม่ต้องแก้ไข แต่หากมีข้อสงสัย กรรมการรูปที่ 2 มีสิทธิ์ที่จะแก้ไขคะแนนเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมที่สุด ก่อนจะเซ็นนามกำกับไว้เป็นพยานหลักฐานแห่งความถูกต้อง. กระบวนการนี้คือการวางตัวเป็นกลางตามหลัก “มัชฌัตตุเบกขา” เพื่อสงเคราะห์กุลบุตรให้ได้ความเสมอภาคทั่วกัน.
คณิตศาสตร์แห่งศรัทธา—เกณฑ์ 200 คะแนน และวินัยการตอบ
ในการสอบนักธรรมทุกชั้น และธรรมศึกษาชั้นตรี ซึ่งต้องสอบรวม 4 วิชา (กระทู้, ธรรม, พุทธประวัติ/ตำนาน, วินัย) สนามหลวงได้วางกฎเกณฑ์การให้คะแนนไว้อย่างเป็นระบบ โดยแต่ละวิชามีคะแนนเต็ม 70 คะแนน.
“ตัวเลข 200” คือเส้นตายแห่งชัยชนะ นักเรียนต้องทำคะแนนรวมจากทุกวิชาให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 คะแนนจึงจะถือว่าสอบได้ หากต่ำกว่านั้นแม้เพียงแต้มเดียวก็ต้องนับว่าสอบตก (ส่วนธรรมศึกษาชั้นโทและเอกที่มีเพียง 3 วิชา จะใช้เกณฑ์ 150 คะแนนเป็นสำคัญ).
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือความประณีตในการเขียนตอบ หากนักเรียนเผลอ “ตอบสับข้อ” สลับลำดับกันไปมา จะถูกลงโทษด้วยการหักคะแนนทันที 2 คะแนนต่อข้อ เช่น จากที่จะได้ 10 คะแนนเต็ม ก็จะเหลือเพียง 8 คะแนนเท่านั้น นี่ไม่ใช่เพียงการวัดความรู้ แต่เป็นการฝึกฝนระเบียบวินัยและความรอบคอบของศาสนทายาทไปพร้อมกัน.
กฎเหล็กแห่งความบริสุทธิ์—แต้มศูนย์คือจุดสิ้นสุด
เหนือสิ่งอื่นใดในสนามสอบ พ.ศ. 2513 คือ “กฎเหล็กเรื่องคะแนนศูนย์” ซึ่งแสดงถึงความเข้มงวดในคุณภาพอย่างถึงที่สุด แม้นักเรียนจะทำคะแนนวิชาอื่นได้สูงลิบลิ่วจนรวมแล้วได้เกิน 200 คะแนน แต่ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งที่กรรมการพิจารณาว่า “ผิดมากจนไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว” หรือลง 0 ไว้ สนามหลวงจะปรับให้ตกในทันที.
กฎนี้มีไว้เพื่อป้องกันการละเลยวิชาใดวิชาหนึ่ง เพราะนักธรรมที่สมบูรณ์ต้องมีความรู้รอบด้าน ทั้งในทางหลักธรรมและวินัยบัญญัติ หากปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ในวิชาใดวิชาหนึ่งเลยผ่านไปได้ ย่อมจะเป็นผลเสียต่อการดำรงพระศาสนาในอนาคต, นอกจากนี้ หากพบร่องรอยการทุจริต เช่น ลายมือไม่เหมือนเดิมในฉบับเดียว หรือสำนวนการตอบเหมือนเขียนตามคำบอก สนามหลวงจะสั่งให้ลงคะแนนศูนย์ในทันทีเพื่อรักษาความงามแห่งพระศาสนา.
บทสรุป: สุนทรียะแห่งความยุติธรรม
ระบบการตรวจในสนามหลวง พ.ศ. 2513 คือการหลอมรวมระหว่าง “หลักเมตตาธรรม” และ “ความเที่ยงธรรม” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว การที่กรรมการต้องตรวจซ้ำสองรูปและการตั้งเกณฑ์คะแนนที่ละเอียดอ่อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะคัดกรอง “ทองเนื้อแท้” มาเป็นศาสนทายาท.
การสอบสนามหลวงในยุคนั้นจึงเปรียบเสมือนการ “เจียระไนเพชรทางปัญญา” ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญถึงสองชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเพชรทุกเม็ดที่ผ่านการรับรองจากวัดสามพระยา จะเป็นแสงสว่างที่ใสบริสุทธิ์และทรงคุณค่าต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงสืบไป.

