สุนทรียะแห่งนักปราชญ์: ศิลปะการร้อยเรียงกระทู้ธรรม ‘ทำนองเทศนาโวหาร’ ในสนามหลวง พ.ศ. 2513

ในห้องสอบวงกว้างที่อบอวลไปด้วยความเงียบสงัด เสียงขยับปากกาและอาการพินิจพิจารณาของเหล่านักเรียนนักธรรมชั้นโทและเอกในปีพุทธศักราช 2513 มิได้เป็นเพียงการพิสูจน์ความจำ แต่คือการรังสรรค์งานศิลป์ผ่านตัวอักษร บนหน้ากระดาษสอบวิชา “กระทู้ธรรม” แสงแดดรำไรส่องกระทบจีวรที่ขยับไหวตามจังหวะความคิด เมื่อข้อสอบประกาศหัวข้อสุภาษิตเพียงบรรทัดเดียว แต่นักเรียนต้อง “ทอผ้าธรรม” ให้กลายเป็นผืนผ้าที่งดงามด้วย ‘ทำนองเทศนาโวหาร’ นี่คือบทเรียนสำคัญในการสร้างนักเผยแผ่ศาสนาที่โลกยุคนั้นต้องการอย่างยิ่ง

จากพื้นฐานสู่ชั้นเชิง—เมื่อความเรียงกลายเป็นบทเทศนา

หากนักธรรมชั้นตรีคือการหัดเดินด้วยการเขียนอธิบายสุภาษิตเพียงข้อเดียวพอสมเหตุสมผล เมื่อก้าวขึ้นสู่ นักธรรมชั้นโท ในปี 2513 กติกาแห่งปัญญาก็ท้าทายขึ้นอีกระดับ สนามหลวงกำหนดให้นักเรียนต้องเปลี่ยนจากการเขียนอธิบายธรรมดา มาเป็น “ทำนองเทศนาโวหาร”

ลองจินตนาการถึงนักเรียนชั้นโทที่ต้องจดจ้องที่ “พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม 2” ภารกิจของเขาคือการหาทางเชื่อมโยงสุภาษิตหลัก เข้ากับสุภาษิตอื่นอีก 2 แห่ง โดยมีเงื่อนไขว่า “ไม่ให้ซ้ำกัน” และต้อง “เรียงเชื่อมความให้สืบเนื่องติดต่อกันสนิท” นี่คือการฝึกทักษะการขยายความธรรมะ (Amplification) ที่นักเทศน์ต้องใช้บนธรรมาสน์ เพื่อให้สาธุชนเข้าใจเนื้อธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นระบบ

สมรภูมิปราชญ์ชั้นเอก—ไตรภาคแห่งการเชื่อมธรรม

เมื่อขยับขึ้นสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักปราชญ์ในระดับ นักธรรมชั้นเอก, ข้อกำหนดในสนามสอบ พ.ศ. 2513 ยิ่งทวีความเข้มข้น นักเรียนต้องนำสุภาษิตจาก “พุทธศาสนสุภาษิต เล่ม 3” มาเป็นตัวตั้ง และต้องอ้างสุภาษิตอื่นมาประกอบเพิ่มขึ้นเป็น 3 แห่ง

ในฉากนี้ นักเรียนธรรมเอกเปรียบเสมือนนายช่างผู้ชำนาญการที่ต้องคัดเลือก “เพชรธรรม” จากคัมภีร์ต่าง ๆ มาประดับลงบนเรือนทองอย่างประณีต การอ้างภาษิตถึง 3 แห่งมิใช่เพียงการโชว์ความจำ แต่เป็นการฝึกทักษะ ‘การอ้างอิงและสอบทาน’ (Cross-reference) เพื่อให้คำสอนนั้นมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ การเชื่อมความจากภาษิตหนึ่งไปสู่อีกภาษิตหนึ่งโดยไม่ให้เกิดรอยต่อที่สะดุด คือหัวใจของการเป็นนักเผยแผ่ที่สามารถดึงดูดใจผู้ฟังได้อย่างลื่นไหล

มาตรฐานเหล็กในสนามสอบ—ศิลปะใต้สายตากรรมการ

ที่วัดสามพระยา ในวันตรวจข้อสอบ 2 มกราคม 2514 คณะกรรมการผู้ตรวจต่างเพ่งเล็งไปที่ “หัวใจ” ของกระทู้ธรรม เกณฑ์การให้คะแนนถูกวางไว้อย่างแยบคาย 7 ประการ ได้แก่

1. แต่งได้ตามกำหนดหน้ากระดาษ

2. อ้างกระทู้ได้ตามกฎและบอกที่มาได้ถูกต้อง

3. เชื่อมความกระทู้ได้ดี

4. อธิบายความสมกับหัวข้อที่ตั้งไว้

5. ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย

6. สะกดคำถูกต้อง

7. ความสะอาดของใบตอบ

หากนักเรียน “ตอบสับข้อ” หรือสลับลำดับความสำคัญ จะถูกหักคะแนนทันที แต่สิ่งที่กรรมการให้ความสำคัญที่สุดคือ “การเชื่อมความ” เพราะหากอ้างสุภาษิตมาได้ครบแต่เนื้อหาที่อธิบายไม่รับขวัญกัน ก็เปรียบเสมือนการนำชิ้นส่วนรถยนต์มาวางรวมกันแต่ขับเคลื่อนไม่ได้ การสอบกระทู้ธรรมจึงเป็นเครื่องวัดคุณภาพ “ศาสนทายาท” ว่ามีความพร้อมจะออกไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนพระตถาคตเจ้าได้จริงหรือไม่

บทสรุป: มรดกแห่งการสร้าง ‘ผู้นำทางวิญญาณ’

การจัดการสอบกระทู้ธรรมใน พ.ศ. 2513 คือนวัตกรรมการศึกษาที่มุ่งสร้าง “ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ” การบังคับให้อ้างภาษิต 2 แห่งในชั้นโท และ 3 แห่งในชั้นเอก คือกุศโลบายที่แยบยลในการฝึกให้พระสงฆ์และคฤหัสถ์มีคลังความรู้ที่กว้างขวางและมีทักษะการเรียบเรียงความคิดอย่างมีตรรกะ

สถิติผู้สมัครสอบกว่า 200,000 รูป/คน ในปีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการ “ปลูกปัญญา” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ความสามารถในการเชื่อมโยงธรรมะ (Sintehsis) ที่ฝึกฝนจากสนามหลวงนี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานให้พุทธศาสนาในประเทศไทยมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสืบมา เพราะ “ธรรมแผ่ขยายกว้างออกไปเพียงใด สันติสุขก็จะแผ่ขยายออกไปเพียงนั้น”

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบธรรม พ.ศ.2513

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *