สถาปนิกวิศวกรรมมนุษย์: เจาะลึกบทบาท ‘กบป.’ ผู้วางระบบบริหารคนแห่งพุทธจักรยุคใหม่

ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สังคมมักจับจ้องไปที่งบประมาณหรือตัวเลขสถิติ แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดและเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการปฏิรูปครั้งนี้ กลับเป็นกลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีชื่อย่อว่า “กบป.” หรือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม

บทบาทของ กบป. มิใช่เพียงเสมียนฝ่ายบุคคล แต่คือ “ผู้คุมกฎ” (Regulator) และ “สถาปนิก” ผู้ออกแบบโครงสร้างวิศวกรรมมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบการปกครองสงฆ์จากจารีตดั้งเดิม สู่ความเป็นมืออาชีพภายใต้หลักนิติรัฐ ซึ่งมีมิติที่น่าวิเคราะห์เจาะลึกใน ๔ ประการ

๑. การสถาปนา “องค์กรคุมกฎ” (The HR Regulator)

ในอดีต อำนาจการบริหารคนในวงการสงฆ์มักกระจายตัวและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าสำนักเรียนหรือเจ้าคณะปกครองท้องถิ่น ซึ่งบ่อยครั้งขาดมาตรฐานที่เป็นเอกภาพ กฎหมายใหม่จึงสถาปนา กบป. ขึ้นมาเพื่อเป็น “ศูนย์กลางอำนาจหน้าที่” ในการกำหนดบรรทัดฐาน

ความน่าสนใจอยู่ที่องค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มิได้มีเพียงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ แต่ยังผสมผสานด้วย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล การจัดการ และกฎหมาย นี่คือโมเดลการบริหารแบบ “ไฮบริด” ที่นำเอาความศรัทธาทางศาสนามาผสานเข้ากับหลักวิชาการสมัยใหม่ เพื่อให้กฎระเบียบที่ออกมามีความสมดุลและปฏิบัติได้จริง

๒. มาตรฐานกลาง: เมื่อ “คน” ต้องมาก่อน “ความคุ้นเคย”

ยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นที่สุดของ กบป. คือการรื้อถอนระบบอุปถัมภ์ แล้วแทนที่ด้วย “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ผ่านเครื่องมือสำคัญ คือ

  • Put the Right Man on the Right Job: การกำหนดมาตรฐานตำแหน่ง (Job Classification) คือการวางกติกาว่า การจะบรรจุใครสักคนเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” ต้องดูที่เนื้องานและคุณวุฒิ มิใช่ดูที่นามสกุลหรือสายสัมพันธ์
  • ค่าตอบแทนที่อิงมาตรฐานรัฐ: กบป. ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกำหนดโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการ โดยประสานกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างพันธะสัญญาว่า บุคลากรของสงฆ์ต้องมีความมั่นคงในระยะยาว ไม่ต่างจากข้าราชการพลเรือน
  • การยืมจมูกคนอื่นหายใจ?: การที่ กบป. วางรากฐานให้นำ “กฎหมายข้าราชการพลเรือน” มาใช้โดยอนุโลม มิใช่การขาดอัตลักษณ์ แต่คือความฉลาดในการ “ยกระดับมาตรฐาน” ให้สิทธิประโยชน์ของบุคลากรสงฆ์ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

๓. กระจกเงาแห่งอำนาจ: การกำกับดูแลและการตรวจสอบ

อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อม กบป. จึงสวมหมวกอีกใบในฐานะ “ผู้ตรวจสอบ” (Auditor):

  • ไม้เรียวแห่งวินัย: การกำหนดแนวทางลงโทษทางวินัยที่ชัดเจน คือการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจตามอำเภอใจ
  • ศาลสถิตยุติธรรม: กบป. เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการรับเรื่องร้องทุกข์จากบุคลากรที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่คือกลไกถ่วงดุลที่ทำให้ผู้น้อยกล้าที่จะยืนหยัดในความถูกต้อง เพราะรู้ว่ามีระบบที่คอยคุ้มครองอยู่

๔. การส่งผ่านอำนาจสู่ระดับปฏิบัติการ (Decentralization)

เพื่อมิให้การบริหารงานติดขัดอยู่ที่ส่วนกลาง กบป. ได้วางกลไกการส่งผ่านอำนาจไปยัง คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคล (อบป.) ในแต่ละส่วนงาน เปรียบเสมือนการวางระบบท่อส่งน้ำที่ทำให้มาตรฐานจากส่วนกลาง ไหลเวียนไปสู่สำนักเรียนแผนกธรรม บาลี และสามัญศึกษา ทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติ


บทสรุป: จาก “คนคุมกฎ” สู่ “กฎคุมคน”

ภารกิจของ กบป. คือการเปลี่ยนผ่านระบอบการบริหารจาก Person-based (ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล) มาเป็น Rule-based (ขึ้นอยู่กับกฎกติกา) ซึ่งเป็นการคืนศักดิ์ศรีและความมั่นคงให้แก่พุทธศาสนทายาท ให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสง่างาม

เปรียบเสมือน “การติดตั้งระบบนำทางอัจฉริยะ (GPS) ในเรือข้ามฟาก” ในอดีต การคัดเลือกฝีพายหรือเส้นทางการเดินเรือ อาจขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือความชำนาญเฉพาะตัวของ “นายท้ายเรือ” (ดุลยพินิจ) วันไหนนายท้ายอารมณ์ดี เรือก็ถึงไว วันไหนพายุเข้า ก็อาจหลงทาง แต่การมี กบป. เปรียบเสมือนการติดตั้งระบบ GPS และมาตรวัดความเร็วที่เป็นมาตรฐานสากล นายท้ายทุกคนต้องถือพวงมาลัยไปตามเส้นทางและกติกาเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้โดยสาร (นักเรียน) ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย ฝีพาย (บุคลากร) ทำงานอย่างมั่นใจเพราะรู้เส้นทางชัดเจน และเรือลำใหญ่แห่งพุทธจักรก็สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมแห่งโลกสมัยใหม่ไปได้อย่างมีทิศทาง

กฎระเบียบมิได้มีไว้เพื่อจับผิด แต่มีไว้เพื่อ “จัดสรรพื้นที่” ให้คนดีได้มีที่ยืน และคนเก่งได้มีที่เติบโต การยอมรับในกติกาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญที่ยั่งยืน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *