พิมพ์เขียวแห่งศักดิ์ศรี: ‘มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง’ กุญแจดอกแรกสู่ความเป็นมืออาชีพของบุคลากรสงฆ์
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน วนเวียนอยู่กับสมการง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือทำอย่างไรให้ “คน” และ “งาน” เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ วงการการศึกษาคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการนำเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” (Job Classification) มาใช้เป็นรากฐาน
นี่ไม่ใช่เรื่องของการสร้างเอกสารให้ดูยุ่งยาก แต่คือการรื้อถอนระบบการบริหารที่พึ่งพิง “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” (Subjectivity) แล้วแทนที่ด้วย “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ที่มีความเป็นสากล เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า งานของศาสนจักรก็ต้องการความเป็นมืออาชีพไม่ต่างจากอาณาจักร โดยมีนัยสำคัญที่ชวนให้วิเคราะห์ใน ๓ มิติ ดังนี้
๑. นิยามคุณค่าใหม่: จาก “นามธรรม” สู่ “รูปธรรม”
ในอดีต ภารกิจของบุคลากรในวัดหรือโรงเรียนพระปริยัติธรรม มักมีความคลุมเครือ ขึ้นอยู่กับการมอบหมายของเจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักเรียน ซึ่งบางครั้งทำให้คุณค่าของงานถูกมองข้าม แต่ระบบใหม่ภายใต้การกำกับของ กบป. ได้เข้ามาจัดระเบียบเรื่องนี้ใหม่
- แยกแยะอย่างชาญฉลาด: มีการจำแนกงานออกตาม “ลักษณะงาน” และ “คุณภาพของงาน” อย่างชัดเจน แบ่งสายงานเป็นประเภทผู้สอนและผู้สนับสนุน เพื่อให้คนทำงานรู้บทบาทของตนเอง
- ตาชั่งแห่งความยุติธรรม: หัวใจสำคัญคือการวางมาตรวัดว่า งานที่มีคุณภาพและภาระหน้าที่ใกล้เคียงกัน ต้องถูกจัดอยู่ในระดับเดียวกัน สิ่งนี้สร้างความเสมอภาคในการเปรียบเทียบ ไม่ว่าท่านจะสังกัดสำนักงานแม่กองบาลี หรือสำนักงานแม่กองธรรม หากเนื้องานเท่ากัน ศักดิ์ศรีและค่าตอบแทนย่อมต้องเท่าเทียมกัน
๒. พิมพ์เขียววิชาชีพ: ระบุตัวตนที่ชัดเจน (Identity & Standards)
มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง เปรียบเสมือนการมอบ “บัตรประชาชนทางวิชาชีพ” ให้กับบุคลากร
- ชื่อนั้นสำคัญไฉน: การมีชื่อตำแหน่งที่ชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงหัวโขน แต่คือการระบุสถานภาพและสังกัดที่ตรวจสอบได้
- Job Description คือเข็มทิศ: การระบุหน้าที่ความรับผิดชอบหลักอย่างละเอียด ช่วยขจัดคำว่า “ทำตามคำสั่งนาย” ให้กลายเป็น “ทำตามหน้าที่รับผิดชอบ” ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพของงานอย่างแท้จริง
- ตะแกรงร่อนทอง: การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (วุฒิการศึกษา/ประสบการณ์) ทำให้กระบวนการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) เป็นไปอย่างโปร่งใส ปิดประตูระบบเส้นสาย เปิดกว้างให้คนที่มีความรู้ความสามารถตัวจริงได้เข้ามาทำงาน
๓. เส้นทางแห่งความหวัง: ความก้าวหน้าและสวัสดิการ
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความมั่นคงและการเติบโต มาตรฐานกำหนดตำแหน่งคือฐานรากที่จะตอบโจทย์นี้
- บันไดสู่ดวงดาว (Career Path): เมื่อมีการแบ่งระดับตำแหน่งที่ชัดเจน (เช่น จากระดับปฏิบัติการ สู่ระดับเชี่ยวชาญ) บุคลากรย่อมมองเห็นอนาคตของตนเอง เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงกว่า
- ความมั่นคงที่จับต้องได้: สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใช้มาตรฐานตำแหน่งเป็นเกณฑ์เชื่อมโยงกับบัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจาก กระทรวงการคลัง นี่คือการยกระดับสถานะของบุคลากรสงฆ์ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทัดเทียมกับบุคลากรภาครัฐ เป็นหลักประกันว่า “การทำงานถวายพระศาสนา ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความขัดสนในชีวิต”
บทสรุป: คืนเกียรติยศด้วยระบบมาตรฐาน
การสถาปนา “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” มิใช่เพียงเทคนิคทางบริหาร แต่คือการคืนเกียรติยศและความมั่นใจให้แก่บุคลากรผู้สืบทอดศาสนธรรม เป็นการประกาศว่า ความรู้ ความสามารถ และหยาดเหงื่อของทุกท่าน มีคุณค่าที่สามารถวัดผลและได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
หากเปรียบเสมือน “การปฏิรูประบบหอสมุดแห่งชาติ” ในอดีต บุคลากรทางการศึกษาสงฆ์อาจเปรียบได้กับหนังสือทรงคุณค่าที่ถูกวางกองรวมกันอย่างสะเปะสะปะ ตามแต่ความพอใจของผู้ดูแล (ดุลยพินิจ) บางเล่มมีค่ามากแต่ถูกวางไว้มุมอับ บางเล่มเนื้อหาธรรมดาแต่ถูกวางโชว์หน้าตู้ ทำให้ยากที่จะค้นหาคุณค่าที่แท้จริง
แต่การมี มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง เปรียบเสมือนการนำ “ระบบทศนิยมดิวอี้” (Dewey Decimal System) มาใช้จัดหมวดหมู่ หนังสือทุกเล่ม (บุคลากร) จะได้รับการจำแนกตามเนื้อหาและคุณค่า (ลักษณะและคุณภาพงาน) มีรหัสตำแหน่งและชั้นวางที่ชัดเจน ผลลัพธ์คือ หนังสือทุกเล่ม “รู้ที่อยู่ของตนเอง” และ “รู้คุณค่าของตนเอง” ว่าจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด และหากต้องการจะขยับไปอยู่บน “ชั้นวางหนังสือหายาก” (ตำแหน่งระดับสูง) จะต้องเพิ่มพูนเนื้อหาความรู้ในตนเองอย่างไร เพื่อให้คู่ควรกับชั้นวางที่ทรงเกียรติและมั่นคงนั้น
ระบบที่ดีจะช่วยคัดกรองคนเก่งให้โดดเด่น และประคับประคองคนดีให้มั่นคง เมื่อ “คน” มั่นใจในระบบ “งาน” ของพระศาสนาก็ย่อมเจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกัน

