ธรรมาภิบาลบนทางสายกลาง: เมื่อ ‘วินัยสงฆ์’ ผสาน ‘มาตรฐานรัฐ’ สู่มิติใหม่แห่งการบริหารคน
ภายใต้คลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดมิใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือวิทยฐานะ แต่คือการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิมที่เคยพึ่งพิง “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” (Personal Discretion) มาสู่การสถาปนาระบบ “นิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มข้น
โดยเฉพาะในมิติของ “วินัยและการรักษาวินัย” ซึ่งถือเป็นกระดูกสันหลังขององค์กร การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ ศาสนจักรได้เลือกที่จะหยิบยืม “มาตรฐานทางโลก” อย่างกฎหมายข้าราชการพลเรือน มาประยุกต์ใช้เพื่อจัดระเบียบคนใน “ทางธรรม”
ปรากฏการณ์นี้มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือยุทธศาสตร์การบริหารที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริง ผ่าน ๔ ประเด็นวิเคราะห์ที่ชวนให้ขบคิด ดังนี้
๑. หลักการ “อนุโลม”: สะพานเชื่อมสองโลก
กฎหมายฉบับนี้มีความชาญฉลาดในการอุดช่องว่างด้วยการระบุว่า หากเรื่องใดไม่มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเฉพาะ ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดย “อนุโลม” (Mutatis Mutandis)
คำว่า “อนุโลม” ในที่นี้ มิได้แปลว่ายอมตามอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่คือการนำหลักการสากลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท เพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ๒ ประการ คือ
- เติมเต็มมาตรฐาน: เพื่อให้การบริหาร เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน ไม่ลอยเคว้งคว้างไร้ทิศทาง
- สถาปนาเกียรติยศ: เมื่อบุคลากรรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) ย่อมต้องมีพันธะสัญญาความรับผิดชอบ (Accountability) และวินัยที่เข้มข้นทัดเทียมกับข้าราชการกระทรวงอื่น ๆ เพื่อยืนยันความโปร่งใสต่อสังคม
๒. กรอบวินัยใหม่: จริยธรรมที่จับต้องได้
ระบบวินัยใหม่ได้ก้าวข้ามสิ่งที่เป็นนามธรรม มาสู่ข้อปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือ
- หน้าที่ (The Must): การปฏิบัติหน้าที่ต้องประกอบด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม การละทิ้งงานโดยไม่มีเหตุอันควรเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
- ข้อห้าม (The Must Not): สิ่งที่น่าสนใจคือการระบุข้อห้ามที่ทันสมัย เช่น ห้ามรายงานเท็จ, ห้ามประมาทเลินเล่อ, ห้ามแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน และที่สำคัญคือ ห้ามการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า องค์กรสงฆ์ยุคใหม่จะไม่เพิกเฉยต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
๓. ดาบอาญาสิทธิ์: โทษ ๕ สถานและการถ่วงดุล
เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ จำเป็นต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน โดยเรียงลำดับความรุนแรง ๕ ระดับ ตั้งแต่ ภาคทัณฑ์, ตัดเงินเดือน, ลดเงินเดือน, ปลดออก (เสมือนลาออกและยังได้บำเหน็จบำนาญ), ไปจนถึงโทษสูงสุดคือ ไล่ออก
แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใส งานนี้จึงมี “กองนิติการ” ของแต่ละส่วนงาน (เช่น สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง) เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางในการกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่า ดาบอาญาสิทธิ์นี้จะถูกใช้เพื่อลงโทษคนผิด มิใช่ใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง
๔. ตาข่ายนิรภัย: สิทธิอุทธรณ์ของคนทำงาน
ความโดดเด่นที่สุดของการนำมาตรฐานพลเรือนมาใช้ คือการมอบ “สิทธิในการอุทธรณ์และร้องทุกข์”
ในอดีต ผู้น้อยอาจต้องก้มหน้ารับชะตากรรมจากคำสั่งของผู้มีอำนาจ แต่ในระบบใหม่ จศป. มีสิทธิโต้แย้งคำสั่งลงโทษต่อคณะกรรมการ กศป. ได้ภายใน ๓๐ วัน โดยมีการเทียบเคียงเกณฑ์วินิจฉัยจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ของภาครัฐ นี่คือ “ตาข่ายนิรภัย” ที่ช่วยคุ้มครองคนทำงานให้กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง
บทสรุป
การเทียบเคียงวินัย จศป. กับมาตรฐานข้าราชการพลเรือน คือการยกระดับการศึกษาพระปริยัติธรรมสู่มาตรฐาน “คุณธรรมและนิติธรรม” อย่างสมบูรณ์ เป็นการสร้างหลักประกันว่า งบประมาณทุกบาทที่รัฐอุดหนุน จะถูกขับเคลื่อนโดยบุคลากรที่มีวินัยและคุณภาพ
เปรียบเสมือน “การติดตั้งระบบ GPS และกล่องดำในเรือโดยสาร” ในอดีต การเดินเรือ (การจัดการศึกษา) อาจขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณและความชำนาญเฉพาะตัวของ “นายท้ายเรือ” (เจ้าอาวาส/ผู้บริหาร) ซึ่งแม้จะมีความตั้งใจดี แต่อาจเกิดความคลาดเคลื่อนหรือหลงทิศได้ แต่การนำวินัยมาตรฐานสากลมาใช้ เปรียบเสมือนการติดตั้ง ระบบนำทางดาวเทียม (GPS) และ กล่องดำบันทึกข้อมูล หากเรือลำใดออกนอกเส้นทาง หรือฝ่าฝืนกฎความปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนทันทีและมีหลักฐานชัดเจนในการตรวจสอบ สิ่งนี้ทำให้ทั้ง “เจ้าของเรือ” (รัฐ/ประชาชน) และ “ผู้โดยสาร” (ผู้เรียน) มั่นใจได้ว่า นาวาลำนี้จะแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย เที่ยงตรง และตรวจสอบได้ทุกระยะทาง
วินัยมิใช่เครื่องพันธนาการอิสรภาพ หากแต่เป็นรั้วกั้นความเสี่ยงและฐานรากที่มั่นคง เพื่อให้บุคลากรทางศาสนาเติบโตได้อย่างสง่างามและยั่งยืน

