จาก ‘โรงเรียนวัด’ สู่ ‘มาตรฐานชาติ’: ถอดรหัสโมเดล “๑๐ ดี” พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาสงฆ์ไทย
ภายใต้ร่มเงาของ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดระเบียบโครงสร้างหรือตำแหน่งงานเท่านั้น ทว่า “หัวใจ” ที่แท้จริงของการปฏิรูปครั้งนี้ คือภารกิจในการยกระดับ “คุณภาพสถานศึกษา” ให้ก้าวพ้นจากกรอบเดิม ๆ ไปสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ”
เครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นคานงัดเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้ คือยุทธศาสตร์ “โรงเรียน ๑๐ ดี” โมเดลที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้เป็นมากกว่าสถานศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส แต่เป็น “ทางเลือกคุณภาพ” ของสังคมไทย
บทความนี้จะพาไปสำรวจพิมพ์เขียวของการเปลี่ยนแปลง ผ่านจุดเชื่อมโยงสำคัญ ๓ ประการ ดังนี้
๑. ปักหมุดมาตรฐาน: พันธกิจตามกฎหมาย
ในอดีต มาตรฐานของโรงเรียนพระปริยัติธรรมอาจมีความหลากหลายตามศักยภาพของแต่ละวัด แต่มาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนว่า การจัดการศึกษาต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของชาติ สิ่งนี้บีบให้เกิดการปรับตัวเชิงระบบขนานใหญ่ กล่าวคือ
- การเชื่อมโยงระบบประกันคุณภาพ: สถานศึกษาต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น และมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากร (จศป.) อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ระบบอาสาสมัครแบบเดิมอีกต่อไป
- ใบรับรองความเชื่อมั่น: เป้าหมายคือการที่โรงเรียนต้องผ่านเกณฑ์คุณภาพการจัดการศึกษาปริยัติธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่สังคมและผู้ปกครองว่า สามเณรที่เข้ามาศึกษาจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งทางโลกและทางธรรม
๒. ถอดรหัส “๑๐ ดี”: พิมพ์เขียวสู่ความเป็นเลิศ
เกณฑ์ “โรงเรียน ๑๐ ดี” มิใช่เพียง Checklist ที่ทำเพื่อให้ผ่านการประเมิน แต่คือ “วาระการปฏิรูป” ที่ครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยสามารถจำแนกเป็นกลุ่มสมรรถนะได้ดังนี้
- รากฐานภายใน (Inner Core): มุ่งเน้นการบ่มเพาะ คุณธรรม สร้าง วินัย ที่เข้มแข็ง และดูแล สุขภาวะ ทั้งกายและจิตให้สมบูรณ์
- ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility): สร้างพื้นที่สีขาวที่ ปลอดยาเสพติด ปลูกฝังความเป็น สุภาพบุรุษจิตอาสา และส่งเสริมระบอบ ธรรมาธิปไตย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจกติกาของสังคม
- ทักษะแห่งอนาคต (Future Skills): เตรียมความพร้อมด้วย ทักษะชีวิต ที่เท่าทันโลก บูรณาการ ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อ สิ่งแวดล้อม และน้อมนำ ศาสตร์พระราชา มาเป็นหลักคิดในการดำรงชีวิต
๓. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: จากต้นแบบสู่ความยั่งยืน
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมิได้เพียงแค่วางกรอบนโยบาย แต่ได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ โดยเน้นการสร้าง “หัวรถจักร” ทางการศึกษา ได้แก่
- การสร้าง Sandbox ทางการศึกษา: เริ่มต้นจากการปั้นโรงเรียนนำร่องให้ผ่านเกณฑ์ ๑๐ ดี ในระยะเร่งด่วน และขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ในระยะกลาง
- การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน: มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเนรมิตห้องปฏิบัติการสมัยใหม่ (Smart Classroom) เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยี ให้สามเณรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้สากลได้ทัดเทียมกับโรงเรียนชั้นนำภายนอก
เป้าหมายปลายทางคือการสร้าง “ศาสนทายาทที่เปี่ยมล้ำด้วยพุทธธรรมปัญญา” ซึ่งไม่ว่าจะดำรงเพศบรรพชิตเพื่อสืบต่อพระศาสนา หรือลาสิกขาไปเป็นฆราวาส ก็จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสูงของประเทศ
บทสรุปและภาพอนาคต
โมเดล “โรงเรียน ๑๐ ดี” คือจุดเปลี่ยนที่ประกาศว่า โรงเรียนพระปริยัติธรรมกำลังจะก้าวข้ามภาพจำของการเป็น “การศึกษาสงเคราะห์” ไปสู่การเป็น “เตรียมอุดมศึกษาทางพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศอย่างแท้จริง
หากเปรียบให้เห็นภาพ การปฏิรูปครั้งนี้ เปรียบเสมือน “การติดตั้งระบบมาตรฐาน ISO ในโรงงานหัตถกรรมดั้งเดิม” ในอดีต โรงงาน (โรงเรียนวัด) อาจผลิตชิ้นงานตามความถนัดและดุลยพินิจของช่างแต่ละคน (เจ้าอาวาส/ครู) ซึ่งอาจได้งานที่ประณีตบ้าง ไม่ประณีตบ้าง คละเคล้ากันไป แต่การนำเกณฑ์ “๑๐ ดี” และมาตรฐานแห่งชาติมาใช้ คือการวางระบบสายพานการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ (QC) และการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่า “ผลผลิต” (ผู้เรียน) ทุกคนที่ก้าวออกจากโรงงานแห่งนี้ จะได้รับการการันตีคุณภาพว่า เป็นผู้มีความแข็งแกร่งทางวิชาการ และมีความงดงามทางจริยวัตร เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาดโลก ไม่แพ้ผลผลิตจากสถาบันใด ๆ

