วิญญาณล่องลอยไม่มีจริง: ถอดรหัสลับ ‘มหาตัณหาสังขยสูตร’ สู่การดับเชื้อไฟแห่งทุกข์

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อัญญัตระ ปัจจะยา นัตถิ วิญญาณัสสะ สัมภะโว (เว้นจากปัจจัยแล้ว ความเกิดแห่งวิญญาณย่อมไม่มี)

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรม ผู้แสวงหาแสงสว่างแห่งปัญญาและอิสรภาพทางจิตวิญญาณทั้งหลาย

ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด หากเราแหงนมองท้องฟ้า หรือมองลึกลงไปในความว่างเปล่าของจิตใจ เคยมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของท่านหรือไม่ว่า… “ตัวเรานี้คือใคร?” และ “เมื่อร่างกายนี้แตกดับไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ‘วิญญาณ’ ของเรา จะล่องลอยไปสู่ที่แห่งใด?”

ความเชื่อเรื่องวิญญาณที่เป็นดั่ง “ตัวตนอมตะ” เปรียบเสมือนนกที่บินออกจากกรงขังเมื่อกรงพังทลาย เพื่อไปหากรงใหม่ที่สวยงามกว่า เป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์มาช้านาน เราเชื่อว่ามี “ผู้รู้” ตัวเล็ก ๆ สิงสถิตอยู่ในร่างกายนี้ คอยสั่งการ คอยรับความรู้สึก และคอยเดินทางข้ามภพข้ามชาติ

แต่วันนี้ อาตมภาพจะพาท่านทั้งหลาย ย้อนเวลากลับไปสู่สมัยพุทธกาล เพื่อไปสดับตรับฟังความจริงอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่อาจสั่นคลอนความเชื่อเดิมของท่าน แต่จะเป็นการสั่นคลอนเพื่อ “ตื่น” จากความฝันอันยาวนาน ผ่านเรื่องราวใน “มหาตัณหาสังขยสูตร”

๑. ปฐมบท: ความเข้าใจผิดของภิกษุลูกชาวประมง

กาลครั้งหนึ่ง ณ เชตวันมหาวิหาร มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า “สาติ” ผู้เป็นบุตรของชาวประมง ด้วยความที่ท่านอาจจะยังยึดติดกับสัญญาความจำได้หมายรู้แบบเดิม ๆ หรืออาจจะจินตนาการไปเอง ท่านจึงได้เที่ยวประกาศทฤษฎีส่วนตัวแก่เพื่อนภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้วว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไปในสังสารวัฏ ไม่ใช่อื่น”

ฟังดูแล้วคุ้นหูหรือไม่? นี่คือความเข้าใจที่ว่า วิญญาณคือ “ตัวเรา” คือผู้แสดงนำที่ไม่มีวันตาย เปลี่ยนแค่เสื้อผ้า (ร่างกาย) แต่คนใส่ยังเป็นคนเดิม

เมื่อความนี้ทราบไปถึงพระกรรณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์มิได้ทรงเพิกเฉย แต่ทรงรับสั่งให้เรียกพระสาติมาสอบถามทันที ท่ามกลางสงฆ์สาวก พระองค์ตรัสถามว่า “ดูก่อนสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร?”

พระสาติทูลตอบอย่างมั่นใจว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิญญาณคือสภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ เสวยผลกรรมทั้งดีและชั่วในที่นั้น ๆ พระเจ้าข้า”

ทันใดนั้น พระสุรเสียงอันกังวานและทรงอำนาจแห่งความจริงก็ตรัสสวนกลับไปว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ! เธอรู้ธรรมอย่างนี้มาจากใครกัน? เรากล่าวอยู่เสมอไม่ใช่หรือว่า วิญญาณอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีปัจจัย (เหตุ) วิญญาณก็เกิดขึ้นไม่ได้!”

คำว่า “โมฆบุรุษ” นั้น แปลว่า “บุรุษผู้ว่างเปล่า” เป็นคำตำหนิที่รุนแรงเพื่อกระตุกจิตให้ตื่นจากความหลงผิด พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อว่าวิญญาณเป็นตัวตนอมตะล่องลอยไปมานั้น เป็น “ทิฏฐิอันลามก” หรือความเห็นที่เลวทราม เพราะมันขัดแย้งกับกฎธรรมชาติสูงสุด คือ กฎปฏิจจสมุปบาท

๒. มัชฌิมบท: อุปมาดั่งเปลวไฟ

เพื่อให้สาธุชนเห็นภาพชัดเจนดั่งตาเห็นรูป พระพุทธองค์ทรงยกอุปมาที่งดงามและลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก นั่นคือเรื่องของ “ไฟ”

ลองจินตนาการถึงกองไฟที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้า… หากไฟนั้นลุกไหม้โดยอาศัยไม้ฟืน เราเรียกว่า “ไฟฟืน” หากไฟนั้นลุกไหม้โดยอาศัยหญ้าแห้ง เราเรียกว่า “ไฟหญ้า” หากไฟนั้นลุกไหม้โดยอาศัยมูลโค เราเรียกว่า “ไฟมูลโค”

ถามว่า… มี “ตัวไฟ” ที่ซ่อนอยู่ในไม้ขีด แล้วกระโดดออกมาเกาะฟืนหรือไม่? เปล่าเลย… ไฟเป็นเพียง “กระบวนการ” ของความร้อนและแสงสว่าง ที่เกิดขึ้นเมื่อมีเชื้อเพลิง มีออกซิเจน และมีความร้อนมาประจวบกัน และเมื่อเชื้อเพลิงหมดลง ไฟนั้นก็ดับไป ไม่ได้ลอยไปเก็บตัวอยู่ที่ไหน

วิญญาณของมนุษย์เราก็เฉกเช่นเดียวกัน วิญญาณ มิใช่ผีสิงในร่าง แต่คือ “กระแสการรับรู้” ที่เกิดขึ้นทีละขณะตามเหตุปัจจัย เมื่อ “ตา” กระทบ “รูป” เกิดการเห็น เรียกว่า “จักษุวิญญาณ” เมื่อ “หู” กระทบ “เสียง” เกิดการได้ยิน เรียกว่า “โสตวิญญาณ” เมื่อ “ใจ” กระทบ “ความคิด” เกิดการรู้เรื่องราว เรียกว่า “มโนวิญญาณ”

เห็นไหมเล่าท่านทั้งหลาย วิญญาณเกิดดับสลับกันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เกิดที่ตาบ้าง ที่หูบ้าง ที่ใจบ้าง หาใช่ “ตัวตนคนเดิม” ที่เที่ยงแท้ถาวรไม่ มันเป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติที่ไหลไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น

๓. ตติยบท: อาหารที่หล่อเลี้ยงสังสารวัฏ

เมื่อรื้อถอน “ตัวเรา” ออกไปแล้ว คำถามสำคัญคือ “แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ชีวิตนี้ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด? อะไรที่ผลักดันให้เราต้องร้องไห้ ต้องหัวเราะ ต้องดิ้นรนไม่จบสิ้น?”

พระพุทธองค์ทรงเฉลยความลับนี้ผ่านเรื่อง “อาหาร ๔” ชีวิตจะดำเนินต่อไปได้ ต้องอาศัยอาหาร ๔ ประการหล่อเลี้ยง คือ ๑. กวฬิงการาหาร: อาหารที่เป็นคำข้าว หล่อเลี้ยงร่างกาย ๒. ผัสสาหาร: การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หล่อเลี้ยงความรู้สึก ๓. มโนสัญเจตนาหาร: ความจงใจ หรือเจตนา หล่อเลี้ยงกรรมและภพชาติ ๔. วิญญาณาหาร: การรับรู้ หล่อเลี้ยงนามและรูปให้ก่อตัวขึ้น

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อาหารเหล่านี้… หากแต่เป็น “ความหิว” ต้นเหตุที่ทำให้เราต้องเที่ยวแสวงหาอาหารทั้ง ๔ มาป้อนใส่ปากชีวิตอยู่ตลอดเวลานั้น พระองค์ตรัสว่ามีรากเหง้ามาจาก “ตัณหา” หรือความทะยานอยาก

เพราะ “อยาก” จึง “ยึด” เพราะ “ยึด” จึง “มี” เพราะ “มี” จึงต้อง “เกิด” และเพราะมีการเกิดนี้เอง ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์โศกทั้งมวลจึงตามมาดั่งเงาตามตัว

๔. ปัจฉิมบท: กำเนิดแห่งชีวิต

ความลึกซึ้งของพระสูตรนี้ ยังฉายชัดไปถึงเรื่องการกำเนิดมนุษย์ พระองค์ทรงแจกแจงองค์ประกอบของการเกิดไว้ ๓ ประการ ที่สอดคล้องทั้งทางชีวภาพและจิตวิญญาณ คือ ๑. มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน (มีเชื้อจากพ่อ) ๒. มารดามีระดู (มีความพร้อมของแม่) ๓. มี “คันธัพพะ” หรือสัตว์ผู้จะมาเกิด ปรากฏขึ้น (มีพลังงานจิตสืบต่อ)

ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเกิดย่อมไม่สมบูรณ์ นี่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตคือความสัมพันธ์อันซับซ้อนของรูปธรรมและนามธรรม มิใช่เรื่องบังเอิญ และมิใช่เรื่องของพระเจ้าบันดาล

บทสรุป: ดับเชื้อไฟในใจตน

ท่านสาธุชนผู้มีปัญญา… การที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิทิฏฐิของพระสาติอย่างรุนแรงนั้น มิใช่ด้วยโทสะ แต่ด้วยมหากรุณา เพราะหากเราตั้งกระดุมเม็ดแรกผิด ด้วยการเชื่อว่ามี “ตัวกู ของกู” เป็นวิญญาณอมตะ เราก็จะหลงทางอยู่ในวัฏสงสารนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์

วันนี้ อาตมภาพขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มาร่วมกัน “ถอดรหัส” พระสูตรนี้สู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน จงมองดูชีวิตของท่าน ให้เหมือนมองดูกองไฟ…

เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น อย่าเข้าไปเป็น “ผู้โกรธ” แต่ให้เห็นว่า นั่นคือ “ไฟแห่งโทสะ” ที่กำลังลุกไหม้เพราะมีเชื้อ (ความไม่พอใจ) หน้าที่ของเราไม่ใช่กระโดดเข้าไปในกองไฟ แต่คือการ “หยุดเติมเชื้อ” หยุดคิดปรุงแต่ง หยุดต่อความยาวสาวความยืด เมื่อเชื้อหมด… ไฟความโกรธนั้นก็จะดับไปเอง

อย่าแบก “วิญญาณ” หรือ “ตัวตน” ให้หนักอึ้ง เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีใครแบก… มีแต่กองทุกข์ที่เกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ

จงระวังอย่าให้เป็นดั่ง “นกที่ติดบ่วงนายพราน” หรือ “ปลาที่ติดข่ายชาวประมง” ตัณหา คือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ที่ดักล่อเราด้วยความเพลิดเพลิน หากเราเข้าใจว่า “ทุกอย่างเป็นเพียงกระบวนการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด ๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น จิตย่อมไม่หวาดหวั่น เมื่อไม่หวาดหวั่น ย่อมพบกับความสงบเย็น นั่นคือการดับเชื้อไฟแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง… นิพพาน.

ขออานุภาพแห่งพระสัทธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้วในมหาตัณหาสังขยสูตร จงเป็นประทีปส่องสว่างกลางใจท่านทั้งหลาย ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม นำพาชีวิตข้ามพ้นห้วงมหรรณพแห่งความหลง เข้าถึงฝั่งแห่งความเกษมศานต์ คือความดับเย็นแห่งจิตใจ โดยทั่วกันทุกท่านเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *