เปลือกนอกไม่สำคัญเท่าเนื้อใน: ถอดรหัส ‘จูฬอัสสปุรสูตร’ สู่การกระชากหน้ากากสมณะจอมปลอม

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ใฝ่ในธรรม ผู้แสวงหาเนื้อแท้แห่งชีวิตทุกท่าน

ในโลกยุคปัจจุบันที่เรากำลังดำรงชีวิตอยู่นี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นยุคแห่ง “การมองเห็น” เราตัดสินทุกอย่างด้วยสายตา ภาพลักษณ์ที่สวยหรูบนหน้าจอ โปรไฟล์ที่ดูดีบนโลกโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่เครื่องแบบที่สวมใส่ กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดคุณค่าของความเป็นคน เรามักจะชื่นชมคนที่ “เปลือก” งดงาม โดยหลงลืมที่จะตั้งคำถามถึง “เนื้อใน” ที่ซ่อนอยู่

ในยามที่เราเห็นใครสักคนแต่งกายภูมิฐาน เราก็เหมาเอาว่าเขาเป็นคนเก่ง ในยามที่เราเห็นใครสักคนนุ่งขาวห่มขาว หรือครองผ้ากาสาวพัสตร์ เราก็ด่วนสรุปไปก่อนแล้วว่า ท่านผู้นั้นต้องเป็นผู้ทรงศีล เป็นผู้บริสุทธิ์

แต่วันนี้ อาตมภาพจะพาท่านทั้งหลาย ย้อนเวลากลับไปกว่า ๒,๕๐๐ ปี ณ นิคมชื่อว่า “อัสสปุระ” แคว้นอังคะ เพื่อไปสดับรับฟังพระธรรมเทศนาที่เปรียบเสมือน “มีดหมอ” ที่พระพุทธองค์ทรงใช้ผ่าตัด “หน้ากาก” ของสังคมจอมปลอม ออกมาให้เห็นความจริง ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “จูฬอัสสปุรสูตร”

๑. สมณะพลาสติก: อาวุธร้ายในคราบนักบุญ

ณ ดินแดนแห่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปรารภเรื่องที่ชวนให้ฉุกคิดยิ่งนัก พระองค์ตรัสกับเหล่าภิกษุว่า ประชาชนทั้งหลายเขารู้จักพวกเธอในชื่อว่า “สมณะ” และตัวพวกเธอเองก็ปฏิญญาตนว่า “เราเป็นสมณะ”

แต่คำว่า “สมณะ” หรือ “ผู้สงบ” นี้ ไม่ใช่ป้ายชื่อที่จะเอามาแขวนคอแล้วจะเป็นได้ทันที พระองค์ทรงฉายภาพให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของ “สมณะปลอม” หรือผู้ที่สร้างภาพว่าเป็นนักปฏิบัติ แต่ใจยังเน่าเฟะ ด้วยอุปมาที่เจ็บแสบที่สุด

ลองจินตนาการตามอาตมภาพเถิด… พระองค์ทรงเปรียบคนประเภทนี้เหมือน “อาวุธชื่อว่า มะตะชะ” อาวุธชนิดนี้ มีความคมกริบทั้งสองข้าง… มิหนำซ้ำ ยังอาบไล้ด้วยยาพิษร้ายแรง แต่มันกลับถูก “ห่อหุ้มไว้อย่างดีด้วยผ้าสังฆาฏิ” หรือผ้าที่สวยงาม

ท่านสาธุชนลองตรองดูเถิด… ภายนอกดูเป็นผ้าพับไว้เรียบร้อย สวยงาม น่ากราบไหว้ น่าสัมผัส แต่ภายในคือศัสตราวุธที่พร้อมจะประหัตประหารและวางยาพิษใส่ผู้อื่น ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่ภายนอกดูสงบเสงี่ยม แต่งกายดูเป็นผู้ทรงศีล พูดจาภาษาธรรมะคล่องปาก แต่ภายในใจยังรุ่มร้อนด้วย “กิเลสเครื่องเศร้าหมอง” เช่น มีความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา… มีความพยาบาทผูกใจเจ็บ… มีความลบหลู่คุณท่าน… มีความริษยาตาร้อน… มีความตระหนี่ถี่เหนียว… มีความโอ้อวด และมีมารยา…

คนเช่นนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นดั่งอาวุธอาบยาพิษที่ห่อด้วยผ้าสวยๆ เท่านั้น เป็นความงามที่อันตราย เป็นความสงบที่เป็นเพียงภาพลวงตา

๒. เครื่องแบบและพิธีกรรม: สิ่งลวงตาที่พาเราหลงทาง

ในยุคนั้น มีความเชื่อมากมายว่า การทำตัวให้ลำบาก หรือการแต่งกายให้แปลกประหลาด จะนำมาซึ่งความบริสุทธิ์ พระพุทธองค์ทรงรื้อถอนความคิดนี้อย่างถึงรากถึงโคน

พระองค์ตรัสถามในทำนองว่า… หากการ “ห่มจีวร” ทำให้คนบริสุทธิ์ได้… หากการ “เปลือยกาย” (ชีเปลือย) ทำให้คนหมดกิเลสได้… หากการ “นอนบนดิน นอนบนไม้” ทำให้คนเป็นอริยะได้… หรือหากการ “อาบน้ำวันละ ๓ เวลา” เพื่อล้างบาป มันได้ผลจริง…

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงไซร้… ญาติพี่น้องและมิตรสหาย ก็คงจะจับเด็กทารกที่เพิ่งคลอดออกมา ให้นุ่งห่มแบบนั้น ให้ทำแบบนั้น ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลกแล้ว! เพื่อให้เด็กคนนั้นบริสุทธิ์โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

แต่มันเป็นไปไม่ได้… เพราะกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันฝังอยู่ใน “นามธรรม” คือจิตใจ การเอาน้ำไปราดรดตัว การเอาฝุ่นมาทาตัว หรือการเอาผ้าสีใดมาห่มกาย มันเป็นเพียง “รูปธรรม” ภายนอก สิ่งภายนอก ย่อมไม่อาจชำระล้างสิ่งภายในได้ น้ำในแม่น้ำคงคา อาจล้างเหงื่อไคลได้ แต่ไม่อาจล้างใจที่พยาบาทได้ เครื่องแบบที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ อาจเรียกศรัทธาจากคนอื่นได้ แต่ไม่อาจปิดกั้นความตระหนี่ในใจเราได้

นี่คือสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงประกาศก้อง เพื่อให้เราเลิกหลงงมงายอยู่กับเปลือก

๓. เส้นทางสายจริง: ความสุขที่เอ่อล้นจากภายใน

เมื่อเราถอดหน้ากาก ถอดเครื่องแบบวางลง แล้วหันกลับมาดูที่ “ใจ” ทางสายเอกที่จะพาเราไปสู่ความเป็นสมณะที่แท้จริง คือการ “ละ” ละทินโทษ ๑๒ ประการ ออกจากใจ

เมื่อใดที่ท่านสามารถขจัดความพยาบาท ความริษยา ความตระหนี่ ออกไปได้ แม้เพียงชั่วขณะจิต กระบวนการแห่งความสุขที่แท้จริงจะเริ่มทำงาน… เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่าใจตนเองสะอาดแล้ว ท่านจะเกิด “ความบันเทิงใจ” เมื่อบันเทิงใจ จะเกิด “ความอิ่มใจ” (ปีติ) เมื่ออิ่มใจ กายจะสงบระงับ เมื่อกายสงบ ท่านจะสัมผัสกับ “ความสุข” ที่เงินทองซื้อไม่ได้ และเมื่อมีความสุข จิตจะตั้งมั่นเป็น “สมาธิ”

จากจุดนั้นเอง จิตของผู้ปฏิบัติจะแผ่ขยายออกไป… เป็นจิตที่ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไปในทิศทั้ง ๔ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง เป็นจิตที่ไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท นี่ต่างหาก คือเครื่องแบบที่แท้จริงของสมณะ เครื่องแบบที่ถักทอด้วยความเมตตาและปัญญา

๔. สระน้ำที่ไร้กำแพงชนชั้น

ในตอนท้ายของพระสูตร พระพุทธองค์ทรงสรุปด้วยภาพที่งดงามยิ่งนัก พระองค์เปรียบธรรมะและการปฏิบัตินี้ เหมือนกับ “สระบัวที่มีน้ำใสจืดเย็น” มีท่าลงสะดวก น่ารื่นรมย์ ไม่ว่าคนคนนั้น จะเดินมาจากทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก… ไม่ว่าเขาจะเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่… เป็นพราหมณ์ผู้คงแก่เรียน… เป็นพ่อค้าวานิช… หรือเป็นคนงานผู้ยากไร้… หากเขาเดินทางมาถึงสระน้ำนี้ แล้วละทิ้งความถือตัว ลงไปอาบดื่ม ทุกคน… ย่อมหายกระหาย และระงับความร้อนรนได้เสมอกัน

สระน้ำแห่งธรรม ไม่เคยถามว่าท่านยศตำแหน่งอะไร ไม่เคยถามว่าท่านใส่เสื้อผ้ายี่ห้ออะไร ถามเพียงแค่ว่า… ท่านพร้อมจะชำระใจให้สะอาดแล้วหรือยัง?

บทสรุป: อย่ามัวแต่ห่อพิษร้ายด้วยผ้าแพร

ท่านสาธุชนทั้งหลาย… พระธรรมเทศนาในจูฬอัสสปุรสูตรนี้ คือกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนตัวตนของเราในยุคปัจจุบัน

อาตมภาพขอฝากข้อคิดเพื่อสะกิดใจท่านทั้งหลายว่า… “เลิกเสียทีเถิด… กับการพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี แต่ปล่อยให้ใจข้างในเน่าหนอน” เลิกเสียที… กับการคิดว่าการเข้าวัด ใส่ชุดขาว หรือแขวนพระเครื่องราคาแพง จะทำให้เราเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ

จงถามใจตัวเองดูเถิด ในขณะที่ท่านกำลังนั่งฟังธรรมอยู่นี้ หรือในขณะที่ท่านกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ท่านกำลังเป็น “อาวุธอาบยาพิษที่ห่อด้วยผ้าแพร” อยู่หรือเปล่า? ภายนอกยิ้มแย้ม พูดจาหวานหู แต่ภายในใจยังซ่อนมีดแห่งความอิจฉา ยังซ่อนไฟแห่งความโกรธแค้น ยังซ่อนความตระหนี่ถี่เหนียวไว้หรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่”… จงรู้ไว้เถิดว่า ท่านกำลังหลอกตัวเอง และกำลังแบกของหนักที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดไว้กับตัว ผ้าแพรที่ห่อหุ้มนั้น อาจตบตาคนทั้งโลกได้ แต่มันตบตา “กฎแห่งกรรม” ไม่ได้ และไม่อาจตบตา “ความทุกข์” ที่จะตามเผาผลาญใจท่านได้

จงกล้าที่จะถอดหน้ากากนั้นออก! ไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชม ไม่ต้องรอให้มียศมีตำแหน่ง ให้เริ่ม “ล้างพิษ” ในใจตั้งแต่วินาทีนี้ ขจัดความอิจฉาด้วยการยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น ขจัดความตระหนี่ด้วยการให้ ขจัดความพยาบาทด้วยการให้อภัย

เมื่อใดที่ท่านล้างใจจนสะอาด แม้ท่านจะสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ท่านก็คือ “สมณะ” แม้ท่านจะนั่งอยู่ในห้องประชุม หรือเดินอยู่ในตลาดสด ท่านก็คือ “ผู้สงบ” และนั่นคือชัยชนะที่แท้จริง… ชัยชนะที่ไม่ต้องแข่งสร้างภาพกับใคร แต่เป็นชัยชนะเหนือใจตนเอง

ขออานุภาพแห่งพระสัทธรรม จงเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ ล้างมลทินเครื่องเศร้าหมองให้หมดสิ้นไป ให้ท่านทั้งหลายได้พบกับ “สระน้ำที่ใสสะอาดเย็นฉ่ำ” ในใจของตนเอง เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขในทิฏฐธรรม และสัมปรายภพ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *