มากกว่าการจับผิด: ผ่าโครงสร้าง ‘กลุ่มตรวจสอบภายใน’ กลไกภูมิคุ้มกันของการศึกษาสงฆ์ยุคดิจิทัล
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ตรวจสอบภายใน” (Internal Audit) ภาพจำแรกที่ผุดขึ้นในความคิดของคนทำงานส่วนใหญ่ มักเป็นภาพของผู้คุมกฎที่จ้องจะจับผิดเรื่องเอกสารใบเสร็จ หรือความยุ่งยากใจในการตอบคำถามเรื่องตัวเลขทางบัญชี
แต่ในความเป็นจริง ภายใต้บริบทของส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรมและสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงยุคใหม่ ภารกิจของกลุ่มตรวจสอบภายในได้วิวัฒนาการไปไกลกว่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ตำรวจ” ที่คอยแจกใบสั่ง แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Partner) ที่ช่วยส่องไฟฉายนำทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น (Assurance) และเพิ่มมูลค่าให้กับการบริหารงานคณะสงฆ์
เพื่อให้เข้าใจถึง “ภูมิคุ้มกัน” ที่พวกเขาสร้างขึ้น เราจำเป็นต้องถอดรหัสขอบเขตงานผ่าน ๕ มิติสำคัญ ดังนี้
๑. มิติด้านการเงินและบัญชี: รากฐานแห่งความโปร่งใส (Financial Auditing)
นี่คือภารกิจพื้นฐาน (Fundamental) แต่มีความสำคัญสูงสุด เปรียบเสมือนการตรวจชีพจรขององค์กร
- ความถูกต้องแม่นยำ: หน้าที่หลักคือการสอบทานว่าตัวเลขในงบดุล บัญชีรับ-จ่าย และรายงานทางการเงิน สะท้อนความเป็นจริงที่เชื่อถือได้หรือไม่
- เส้นทางการเงิน: ตรวจสอบหลักฐานการเบิกจ่าย โดยเฉพาะเงินอุดหนุนจากรัฐ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากศรัทธาและภาษีประชาชน ถูกใช้อย่างถูกต้อง
๒. มิติด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ: เกราะป้องกันทางกฎหมาย (Compliance Auditing)
ในระบบราชการและงานคณะสงฆ์ กฎระเบียบเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบ
- นิติรัฐในองค์กร: ตรวจสอบการดำเนินงานว่าสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หรือไม่
- ความโปร่งใสในการจัดซื้อ: ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ หรือไม่ มีการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ นี่คือจุดตัดสำคัญที่จะแยก “ความผิดพลาด” ออกจาก “การทุจริต”
๓. มิติด้านการดำเนินงาน: วัดความคุ้มค่าด้วยหลัก 3Es (Performance Auditing)
ขอบเขตนี้คือการก้าวข้ามจากคำว่า “ทำถูกต้อง” ไปสู่คำว่า “ทำแล้วได้อะไร” โดยยึดหลัก ๓ ประการ:
- ประหยัด (Economy): ใช้งบประมาณน้อยที่สุด แต่ได้งานตามปริมาณที่กำหนด
- มีประสิทธิภาพ (Efficiency): ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดผลผลิตสูงสุด (Input < Output)
- มีประสิทธิผล (Effectiveness): โครงการที่ทำนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เช่น สร้างอาคารเรียนแล้วมีนักเรียนใช้งานจริง หรือจัดอบรมแล้วบุคลากรมีศักยภาพเพิ่มขึ้นจริง
๔. มิติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ: ความปลอดภัยในโลกดิจิทัล (IT Auditing)
เมื่อข้อมูลนักธรรมและบุคลากรถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัล ขอบเขตงานจึงต้องขยายมาถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์
- Cyber Hygiene: ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ว่ามีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะระบบหรือไม่
- Access Control: ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลว่า ใครมีอำนาจแก้ไขเกรด หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลงบประมาณ เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ
๕. มิติด้านการบริหารความเสี่ยง: การพยากรณ์ล่วงหน้า (Risk & Control Assessment)
นี่คืองานเชิงรุก (Proactive) ที่สำคัญที่สุด คือการมองเห็นปัญหา “ก่อน” ที่มันจะเกิด
- Risk Map: วิเคราะห์ว่าองค์กรมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง เช่น ความเสี่ยงที่เงินอุดหนุนจะมาล่าช้า หรือความเสี่ยงที่เอกสารสำคัญจะสูญหาย
- Design the Control: ประเมินว่าระบบควบคุมที่มีอยู่ (เช่น การต้องมีลายเซ็นอนุมัติ ๓ คน) ยังแข็งแรงพอหรือไม่ แล้วให้คำปรึกษาเพื่ออุดรอยรั่วนั้น
บทสรุป: จาก ‘คนจับผิด’ สู่ ‘กัลยาณมิตร’ ทางการบริหาร
เมื่อพิจารณาขอบเขตงานทั้ง ๕ มิติ จะเห็นได้ว่า กลุ่มตรวจสอบภายใน ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อขัดขวางการทำงาน หรือจ้องจับผิดเพื่อลงโทษ แต่ดำรงอยู่เพื่อเป็น “กลไกการให้ความเชื่อมั่น”
เปรียบเสมือนการทำงานของ “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” แพทย์ไม่ได้ตรวจร่างกายเพื่อตำหนิว่าคนไข้สุขภาพแย่ แต่ตรวจเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง และให้คำแนะนำในการรักษาหรือป้องกัน ก่อนที่โรคร้ายจะลุกลาม ในทำนองเดียวกัน ผู้ตรวจสอบภายในก็คือแพทย์ขององค์กร ที่คอยส่องไฟฉายไปยังจุดเสี่ยง เพื่อให้ผู้บริหารมองเห็นและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที รักษา “สุขภาพทางการเงิน” และ “สุขภาพทางชื่อเสียง” ของการศึกษาคณะสงฆ์ให้แข็งแรงยั่งยืนสืบไป

