เวรัญชกสูตร: ถอดรหัสกฎแห่งการไปต่อ… เมื่อ ‘กรรม’ คือผู้ออกแบบปลายทางชีวิต
เคยตั้งคำถามกับความไม่แน่นอนของชีวิตบ้างหรือไม่? ว่าเหตุใดมนุษย์เราจึงมีเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางคนดูเหมือนจะถูกโชคชะตาผลักดันให้พุ่งทะยานสู่ที่สูง ในขณะที่บางคนกลับต้องเผชิญวิบากกรรมที่ฉุดรั้งให้ดำดิ่งลงสู่ความเสื่อมถอย โดยเฉพาะเมื่อต้องก้าวข้ามธรณีประตูแห่งความตายไปแล้ว อะไรคือกฎเกณฑ์ที่แท้จริงในการตัดสินปลายทางเหล่านั้น?
คำถามอันเป็นสากลนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล เหล่าพราหมณ์และคฤหบดีจากเมืองเวรัญชา ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและความสงสัย ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี เพื่อทูลถามประเด็นสำคัญที่ว่า “อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้สัตว์บางพวกเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก และอะไรเป็นเหตุให้บางพวกเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์?”
คำตอบของพระพุทธองค์ใน “เวรัญชกสูตร” นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง และเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาแห่งสังสารวัฏ นั่นคือ “ความประพฤติ” (Cariya)
ความประพฤติมิใช่เพียงกิริยาอาการภายนอก แต่คือรหัสกรรมที่มนุษย์บันทึกลงในจิตวิญญาณของตนเองทุกขณะจิต ซึ่งแบ่งออกเป็นสองเส้นทางหลัก ดังนี้:
๑. เส้นทางแห่งความขรุขระ (อธรรมจริยา) : ความเสี่ยงของชีวิตที่ไร้ระเบียบ
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เป็นพิษ หรือ “อธรรมจริยา” ว่าเป็นเหมือนการเดินทางบนเส้นทางที่ขรุขระและไม่สม่ำเสมอ (วิสมจริยา) ซึ่งนำพาชีวิตไปสู่จุดตกต่ำ พฤติกรรมเหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง ๑๐ ประการ ได้แก่
- ทางกาย (Physical Actions): ความรุนแรงและการเบียดเบียนชีวิต การฉกฉวยในสิ่งที่เจ้าของไม่อนุญาต และการปล่อยตัวไปตามราคะ ละเมิดความรักของผู้อื่น
- ทางวาจา (Verbal Actions): การบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์ การยุยงให้เกิดความแตกแยก การใช้ถ้อยคำหยาบคายที่สร้างบาดแผลทางใจ และการเจรจาเพ้อเจ้อที่หาสาระมิได้
- ทางใจ (Mental Actions): ความเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ความผูกใจเจ็บพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม (มิจฉาทิฏฐิ) เชื่อว่าการกระทำไม่มีผล
บุคคลผู้สั่งสมพฤติกรรมเหล่านี้ ย่อมสร้างแรงเสียดทานให้กับชีวิตตนเอง และเมื่อถึงวาระสุดท้าย แรงเหวี่ยงแห่งกรรมย่อมส่งผลให้พลัดตกลงสู่อบายภูมิอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
๒. บันไดสู่ความรุ่งโรจน์ (ธรรมจริยา) : ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตที่งดงาม
ในทางตรงกันข้าม การออกแบบชีวิตให้ “รุ่ง” หรือการเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ราบรื่นและสม่ำเสมอ (สมจริยา) หรือ “ธรรมจริยา” ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างรากฐานที่มั่นคง ๑๐ ประการ คือ
- กายสะอาด: ดำรงตนด้วยความเมตตา เคารพสิทธิในทรัพย์สิน และสำรวมระวังในความรัก
- วาจาใส: ยึดมั่นในสัจจะ ผสานรอยร้าวให้เกิดความสามัคคี เอื้อนเอ่ยวาจาที่ไพเราะน่าฟัง และพูดจาถูกกาลเทศะ ก่อให้เกิดปัญญา
- ใจสว่าง: ยินดีในสิ่งที่ตนมี ไม่คิดร้ายต่อผู้ใด และมีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจโลกและความจริงตามความเป็นจริง
ความประพฤติที่ “เรียบร้อยและเป็นธรรม” เหล่านี้ คือยานพาหนะชั้นเลิศที่จะนำพาชีวิตไปสู่สถานะที่สูงส่งยิ่งขึ้น
๓. พลังแห่งเจตจำนง: เมื่อเรา “เลือก” ปลายทางเองได้
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในเวรัญชกสูตร คือการที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นถึง “อำนาจแห่งการอธิษฐาน” ของผู้ที่มีความประพฤติธรรม พระองค์ตรัสว่า ผู้ที่ดำรงตนอยู่ในความดี ย่อมมีจิตที่มีพลัง (Mental Power) สามารถกำหนดเป้าหมายในภพหน้าได้
หากบุคคลผู้มีศีลบริสุทธิ์ตั้งจิตปรารถนาดังนี้
- ต้องการเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งพรั่งพร้อม
- ต้องการเข้าถึงความเป็นเทพในชั้นสวรรค์ระดับต่าง ๆ
- หรือแม้กระทั่ง ปรารถนาความหลุดพ้นจากกิเลส บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
ความปรารถนานั้น “ย่อมเป็นฐานะที่จะเป็นไปได้” เพราะความบริสุทธิ์แห่งการกระทำนั้นเปรียบเสมือนต้นทุนมหาศาล ที่จะผลักดันให้ความตั้งใจสัมฤทธิ์ผล
บทสรุป: ชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการออกแบบ
เวรัญชกสูตร สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า ชีวิตหลังความตายไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงดวง หรือการตัดสินโดยพลการของเทพเจ้าองค์ใด หากแต่เป็นผลลัพธ์จาก “Big Data” แห่งการกระทำที่เราสะสมไว้ในทุกลมหายใจเข้าออก
การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จึงไม่ใช่เพียงหลักศีลธรรมที่ดูเชยหรือล้าสมัย แต่มันคือ “กลยุทธ์” ในการบริหารความเสี่ยง และเป็นการใช้อำนาจที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่ในการลิขิตเส้นทางเดินของตนเอง
วันนี้… ท่านได้วางแผน “Destination” สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป แล้วหรือยัง?

