ถอดรหัส “มหาธรรมสมาทานสูตร”: ศิลปะแห่งการเลือกทางเดินชีวิต เพื่อไม่ให้ติดกับดักความสุขชั่วคราว

ในโลกที่เต็มไปด้วยทางเลือกและการแสวงหาความพึงพอใจ เคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า เหตุใดมนุษย์เกือบทุกคนต่างปรารถนาความสุขและต้องการหลีกหนีความทุกข์ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ไม่พึงปรารถนากลับมักถาโถมเข้ามา ในขณะที่ความสุขที่วาดหวังไว้กลับเลือนหายไปอย่างง่ายดาย

นี่ไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญาที่เลื่อนลอย แต่เป็นประเด็นสำคัญที่พระพุทธเจ้าได้ทรงหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ไว้อย่างลึกซึ้งใน “มหาธรรมสมาทานสูตร” พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาที่ดูเหมือนจะขัดแย้งในตัวเองนี้ว่า แท้จริงแล้ว เกิดจากการที่เรา “ขาดทักษะในการเลือก” และ “ขาดปัญญาในการแยกแยะ” ว่าสิ่งใดคือประโยชน์ที่แท้จริง และสิ่งใดคือโทษมหันต์ที่แฝงมาในคราบของความสุข

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงพลวัตของการตัดสินใจเลือกแนวทางดำเนินชีวิต (ธรรมสมาทาน) พระพุทธองค์ทรงจำแนกทางเลือกออกเป็น ๔ รูปแบบ โดยใช้ “เครื่องดื่ม” เป็นอุปมาอุปไมยที่ทรงพลัง สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

๑. ทางเลือกสาย “ขมขื่นและมีพิษ” (ปัจจุบันทุกข์ – อนาคตทุกข์)

ทางเลือกแรกนี้ เปรียบเสมือนการดำเนินชีวิตของบุคคลที่กระทำทุจริต ผิดศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น การลักทรัพย์ หรือการประพฤติผิดในกาม โดยที่ตนเองก็ไม่ได้มีความสุขในการกระทำนั้น กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ ความหวาดระแวง และความเสียใจในขณะที่กระทำ

พระพุทธองค์ทรงเปรียบทางเลือกนี้เหมือน “น้ำเต้าขมที่เจือด้วยยาพิษ” เพียงแค่ได้เห็นหรือได้กลิ่นก็รู้สึกสะอิดสะเอียน ไม่น่าดื่ม (ความทุกข์ในปัจจุบัน) และหากฝืนดื่มเข้าไป พิษร้ายนั้นก็จะคร่าชีวิต หรือทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานปางตาย (ความทุกข์ในอนาคต) นี่คือการลงทุนที่ขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายทาง

๒. ทางเลือกสาย “หวานเคลือบยาพิษ” (ปัจจุบันสุข – อนาคตทุกข์)

กลุ่มนี้คือภาพสะท้อนของผู้คนที่หลงระเริงในโลกีย์สุข กระทำความผิดศีลธรรมด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มัวเมาในอำนาจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม

พระองค์ทรงเปรียบเหมือน “ภาชนะน้ำสัมฤทธิ์ที่วิจิตรตระการตา” ภายในบรรจุเครื่องดื่มที่มีสีสวย กลิ่นหอม รสหวานละมุนชวนดื่ม แต่หารู้ไม่ว่าในความหวานนั้นมี “ยาพิษร้ายแรง” ผสมอยู่ ในขณะที่ดื่ม ผู้ดื่มอาจรู้สึกมีความสุข สดชื่น ดื่มด่ำกับรสชาตินั้น (ความสุขในปัจจุบัน) แต่ทันทีที่พิษร้ายเข้าสู่ร่างกาย ความตายหรือความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง (ความทุกข์ในอนาคต) นี่คือกับดักที่อันตรายที่สุด เพราะความสุขเฉพาะหน้าได้บดบังหายนะที่รออยู่เบื้องหลัง

๓. ทางเลือกสาย “ยาขมรักษาโรค” (ปัจจุบันทุกข์ – อนาคตสุข)

เส้นทางนี้คือวิถีของผู้กล้าหาญที่จะทวนกระแสกิเลส คือบุคคลที่เพียรพยายามทำความดี รักษาศีล เจริญภาวนา แม้ว่าจะต้องฝืนใจตนเองอย่างหนัก ต้องต่อสู้กับความอยาก ความเกียจคร้าน บางครั้งอาจรู้สึกทุกข์ทรมานใจ อึดอัดขัดข้อง ถึงกับน้ำตาตกในก็มี

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเหมือนการดื่ม “ยาสมุนไพรที่มีประโยชน์แต่มีกลิ่นรสไม่ชวนดื่ม” (ในพระสูตรเปรียบกับยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ซึ่งเป็นยาโบราณ) แม้ในขณะที่ดื่มจะต้องฝืนทนกับรสชาติที่ขมฝาด ไม่น่าอภิรมย์ (ความทุกข์ในปัจจุบัน) แต่เมื่อยานั้นออกฤทธิ์ โรคร้ายที่เบียดเบียนอยู่ก็จะทุเลาลง ร่างกายกลับมาแข็งแรง มีสุขภาพดี และมีความสุขในระยะยาว (ความสุขในอนาคต) นี่คือการลงทุนที่ต้องอาศัยความอดทน แต่ผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ามหาศาล

๔. ทางเลือกสาย “น้ำทิพย์รสเลิศ” (ปัจจุบันสุข – อนาคตสุข)

นี่คือทางเลือกในอุดมคติ เป็นวิถีของผู้มีปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ผู้ที่สั่งสมบุญบารมีมาดี หรือได้ฝึกฝนตนเองจนการทำความดีกลายเป็นเรื่องปกติวิสัย พวกเขามีความสุข มีความพอใจในการรักษาศีล ในการให้ทาน ในการเจริญสมาธิภาวนา

พระองค์ทรงเปรียบเหมือนการได้ดื่ม “เครื่องดื่มรสเลิศที่ปรุงจากนมส้ม น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด และเนยใส” ซึ่งไม่เพียงแต่มีรสชาติหอมหวาน อร่อยชื่นใจ ดื่มง่ายในขณะปัจจุบัน (ความสุขในปัจจุบัน) แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง วรรณะผ่องใส และนำไปสู่ความสุขที่ยิ่งกว่าในอนาคต (ความสุขในอนาคต)

ทำไมเราถึงมักเลือกผิด?

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เหตุใดมนุษย์จำนวนมากจึงยังคงเลือกเดินในเส้นทางที่นำไปสู่ความทุกข์ ทั้งที่ปรารถนาความสุข

พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า สาเหตุหลักคือการตกอยู่ภายใต้ “อำนาจแห่งอวิชชา” หรือความไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำในปัจจุบันกับผลลัพธ์ในอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงมักเผลอไผลไปเสพติดความสุขฉาบฉวยที่เคลือบยาพิษไว้ โดยหลงคิดว่านั่นคือความสุขที่แท้จริง

ในทางตรงกันข้าม “ผู้รู้” หรือผู้มีปัญญา ย่อมใช้การพิจารณาอย่างรอบคอบ มองเห็นโทษภัยที่ซ่อนอยู่ และมีความกล้าหาญที่จะละทิ้งสิ่งที่ให้ผลเป็นทุกข์ แม้ว่ามันจะมอบความสุขชั่วคราวให้ก็ตาม และหันมาเพียรพยายามในสิ่งที่ให้ผลเป็นสุขในระยะยาว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

บทสรุปสู่การไตร่ตรอง

มหาธรรมสมาทานสูตร จึงเปรียบเสมือนคู่มือการเลือก “เมนูชีวิต” ที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ให้ พระองค์ทรงทิ้งท้ายด้วยอุปมาที่งดงามถึงผลลัพธ์ของการเลือกทางปฏิบัติที่ถูกต้อง (แบบที่ ๔) ว่า

“เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ในฤดูสารทที่ส่องแสงจ้า ทะลุผ่านหมู่เมฆและหมอกควัน กำจัดความมืดมิดในอากาศให้หายไป สว่างไสวรุ่งโรจน์ยิ่งนัก”

ชีวิตคือผลรวมของการตัดสินใจเลือกของเราในแต่ละขณะ วันนี้… เรากำลังใช้ปัญญาในการเลือกดื่ม “น้ำทิพย์” เพื่อบำรุงชีวิต หรือกำลังเผลอไผลจิบ “น้ำหวานอาบยาพิษ” ด้วยความประมาท? คำตอบอยู่ที่การพิจารณาด้วยสติและปัญญาของเราเอง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *