พินิจระเบียบการสอบบาลีสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๘๑: บทสะท้อนความเข้มแข็งทางการศึกษาคณะสงฆ์ไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒
ในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาของชาติไทย การสอบบาลีสนามหลวงนับเป็นเหตุการณ์สำคัญประจำปีที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางสติปัญญาและศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนที่ประเทศไทยและประชาคมโลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพียงไม่กี่ปี เอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสอบในปีนั้น ได้บันทึกภาพรวมของการบริหารจัดการที่แสดงถึงระเบียบวินัยอันเคร่งครัด บูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร และความวิริยอุตสาหะของเหล่ากุลบุตรผู้ครองกาสาวพัสตร์ไว้อย่างเป็นรูปธรรม

ศูนย์กลางแห่งภูมิปัญญา: พลวัตของมหาสังฆารามในพระนคร
เมื่อฤดูร้อนแห่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ มาเยือน บรรยากาศภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ได้แปรสภาพเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการทดสอบทางสติปัญญา ศาสนสถานสำคัญทั้งสองแห่งนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่เพียงอารามหลวง แต่ได้ทำหน้าที่เป็น “สนามสอบหลวง” ที่รองรับพระภิกษุและสามเณรจำนวนมหาศาลผู้มุ่งหน้าสู่พระนครเพื่อรับการประเมินความรู้ระดับชาติ ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เจ้าคณะจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการสนามสอบในส่วนภูมิภาค โดยปฏิบัติตามระเบียบการที่กำหนดไว้อย่างเป็นเอกภาพจากแม่กองบาลีสนามหลวงส่วนกลาง
บูรณาการความร่วมมือ: เมื่อพุทธจักรและอาณาจักรขับเคลื่อนการศึกษา
โครงสร้างการบริหารจัดการสอบบาลีสนามหลวงในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ มีลักษณะเด่นที่แสดงถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างคณะสงฆ์และรัฐบาล โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานแม่กองบาลีสนามหลวง ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดในการกำหนดมาตรฐานและวินิจฉัยผลการสอบ ในขณะที่กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานงานด้านธุรการ การรวบรวมบัญชีรายชื่อผู้เข้าสอบจากจังหวัดต่างๆ และการประกาศระเบียบการสอบให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ กระบวนการเหล่านี้บ่งชี้ว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในสมัยนั้น ถือเป็น “รากแก้ว” สำคัญของระบบการศึกษาไทยที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง
กระบวนการวัดผลทางสติปัญญา: ลำดับชั้นและศาสตร์แห่งภาษา
ระเบียบการสอบที่เริ่มต้นขึ้นในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้รับการจัดแบ่งโครงสร้างอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐานคือ ประโยคบาลีไวยากรณ์ (ป. ๑-๒) ไปจนถึงระดับสูงสุดคือ ประโยค ๙ ภายในปริมณฑลของห้องสอบ พระภิกษุและสามเณรผู้เข้าสอบต้องเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายความสามารถทางภาษา ทั้งการแปลภาษาไทยเป็นภาษามคธและการแปลภาษามคธเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชา “แปลไทยเป็นมคธ” สำหรับระดับประโยค ๔ ขึ้นไป ซึ่งถือเป็นบททดสอบขั้นสูงที่ต้องการทั้งความแม่นยำทางไวยากรณ์และทักษะการเรียบเรียงร้อยแก้วที่สละสลวย ข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้เข้าสอบที่บันทึกไว้อย่างละเอียดแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของกุลบุตรจากทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือจรดหัวเมืองปักษ์ใต้ ที่มุ่งมั่นเข้าร่วมการทดสอบนี้เพื่อพิสูจน์ความรู้ความสามารถในการเป็น “เปรียญ” อย่างสมเกียรติ
นัยจากสถิติ: ภาพสะท้อนความตื่นตัวทางการศึกษาปริยัติธรรม
จากการวิเคราะห์บัญชีสถิติการสอบในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าสอบที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขสถิติเหล่านี้มิใช่เพียงข้อมูลเชิงปริมาณ แต่เป็นหลักฐานยืนยันถึงความเชื่อมั่นในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมที่มีความมั่นคง แม้บริบทสถานการณ์โลกในขณะนั้นจะเริ่มปรากฏความตึงเครียดทางการเมือง แต่สถาบันสงฆ์ไทยยังคงดำรงบทบาทเป็น “สถาบันทางปัญญา” ที่มุ่งมั่นผลิตบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางภาษาบาลีและหลักพุทธธรรมอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
การสอบบาลีสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๘๑ จึงเปรียบเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึง “ความปกติที่งดงาม” และความเข้มแข็งของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยในอดีต ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการวัดผลภายใต้พระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช ได้วางรากฐานที่มั่นคงให้แก่คณะสงฆ์ไทย ก่อนที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบของสงครามโลกในเวลาต่อมา การศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารการสอบบาลีในปีนั้น จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญญาบารมีและความเพียรพยายามในการศึกษาพระธรรมวินัย คือเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมไทยมาทุกยุคทุกสมัย
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: เรื่องสอบบาลี พ.ศ.2481

