เมื่อเงาในใจลุกขึ้นมาท้าทาย: ถอดรหัสลับ “มารตัชชนียสูตร” และยุทธวิธีการรับมือกับมารที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ จบ)

เจริญพร ท่านสาธุชนผู้มีบุญและผู้สนใจในธรรมทุกท่าน วันนี้เราจะมาล้อมวงสนทนาและสดับรับฟังเรื่องราวที่จัดว่าเป็น “พล็อตเรื่องที่หักมุมที่สุด” เรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก นั่นคือเรื่องราวจาก มารตัชชนียสูตร เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตำนานอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่มันคือการ “ถอดรหัสจิตวิทยา” ของการต่อสู้ระหว่างความรู้เท่าทันกับความหลงผิด เป็นบทเรียนข้ามภพข้ามชาติที่สะท้อนมาถึงชีวิตของพวกเราในยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม

ลองนึกภาพตามนะ… มีใครในที่นี้เคยรู้สึกปวดท้องแบบแปลกๆ บ้างไหม ความอึดอัดที่อธิบายไม่ได้ หนักอึ้งเหมือนมีก้อนหินวางอยู่ในไส้ หรือปั่นป่วนเหมือนเพิ่งกินอะไรที่ย่อยยากเข้าไปเต็มพุง เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับ พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายผู้เป็นเลิศด้านฤทธิ์ วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านรู้สึกหนักท้องอย่างประหลาด แต่ท่านไม่ได้วิ่งไปหายาธาตุ หรือคิดว่าเป็นโรคกระเพาะธรรมดา ท่านกลับเลือกที่จะ “นั่งลง” แล้วใช้เครื่องมือที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือการพิจารณาอย่างแยบคาย ตรวจสอบเข้าไปข้างในจิตและกายของท่านเอง

และนั่นเองที่ทำให้ท่านพบความจริงที่น่าตกใจว่า มี “มาร” ตนหนึ่งแอบมุดเข้าไปอยู่ในลำไส้ของท่าน!

๑. ศึกในพื้นที่ส่วนตัว: เมื่อมารนึกว่าเราไม่รู้เท่าทัน

มารตนนี้มีชื่อว่า กัณหมาร เขาไม่ได้แค่มาปรากฏตัวให้เห็นข้างนอก แต่เขาเลือกที่จะ “แทรกซึม” เข้าไปอยู่ข้างใน เพราะเขาคิดว่าพื้นที่ข้างในนั้นเป็นจุดบอดที่แม้แต่พระอรหันต์ก็อาจมองไม่เห็น เขาแอบคิดในใจอย่างลำพองว่า “สมณะรูปนี้ไม่รู้จริงหรอก ขนาดพระศาสดาบางทียังไม่รู้เลย แล้วสาวกรูปนี้จะมารู้ได้อย่างไร”

นี่คือจุดแรกที่พวกเราต้องฉุกคิด มารหรือกิเลสมักจะเข้ามาหาเราในยามที่เรา “เผลอ” และมันมักจะเลือกแฝงตัวอยู่ในจุดที่เรามองข้าม นั่นคือ “ใจ” ของเราเอง มันมักจะบอกกับเราว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าแกคิดอะไรอยู่” หรือ “ทำไปเถอะ ไม่มีใครเห็นหรอก”

แต่พระมหาโมคคัลลานะท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านเรียกมารออกมาทันทีด้วยถ้อยคำที่นิ่งสงบว่า “ออกมาเถิดมาร อย่าเบียดเบียนพระตถาคตและสาวกเลย มันจะเป็นโทษแก่ท่านเองในระยะยาว” มารตกใจมากที่ถูกจับได้ และที่ตกใจยิ่งกว่าคือพระเถระรู้แม้กระทั่งสิ่งที่เขากำลังคิด มารจึงต้องยอมจำนน มุดออกมาจากปากพระเถระแล้วไปยืนจ๋อยอิงแอบอยู่ที่บานประตู

๒. ความลับข้ามชาติ: บทเรียนจาก “อาสู่หลาน”

ความพีคของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้ เมื่อมารออกมาแล้ว พระมหาโมคคัลลานะไม่ได้แค่ไล่ให้พ้นๆ ไป แต่ท่านกลับเปิดเผยความลับที่ไม่มีใครคาดคิด ท่านมองหน้ามารตนนั้นแล้วบอกว่า “แกน่ะ… แท้จริงแล้วคือหลานชายของฉันเอง!”

ท่านเล่าความหลังให้ฟังว่า ในอดีตชาติอันไกลโพ้น ท่านเองก็เคยเป็นมารที่มีอำนาจมากนามว่า ทูสีมาร และมารตนที่กำลังยืนอยู่นี้ ก็คือลูกของน้องสาวท่านในชาตินั้น ท่านกำลังทำหน้าที่เป็น “อา” ที่มาเตือนสติ “หลาน” โดยการแฉวีรกรรมเก่าๆ ของตนเองว่าการทำตัวเป็นมารนั้นมีจุดจบที่เจ็บปวดเพียงใด

๓. ยุทธศาสตร์มาร: สองสเต็ปที่คนยุคใหม่ต้องระวัง

ในสมัยที่ท่านเป็นทูสีมาร ท่านเคยใช้แผนการร้ายแกล้งคณะสงฆ์ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ซึ่งแผนการนี้แหละที่น่าสนใจมาก เพราะมันเป็น “จิตวิทยาหมู่” ที่ยังใช้ได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้

สเต็ปที่ ๑: ใช้ความเกลียดชังทำลาย (Hate Speech) มารดลใจให้คนในสังคมด่ากราดพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็น “พวกหัวโล้น” “พวกขี้เกียจ” เพื่อหวังให้พระท่านสติหลุด โกรธตอบ และแสดงกิริยาไม่ดีออกมา เพื่อให้คนเสื่อมศรัทธา แต่แผนนี้ล้มเหลว เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้พระท่านแผ่เมตตา พอนิ่งสงบเสีย มารก็ทำอะไรไม่ได้

สเต็ปที่ ๒: ใช้ความหลงใหลทำลาย (Over-praise) เมื่อวิธีแรกไม่ได้ผล มารเปลี่ยนแผนใหม่ทันที คือสั่งให้คนมา “อวย” มายกย่อง บูชา และถวายลาภสักการะอย่างหนักหน่วง เพื่อให้พระเกิดความลำพองใจ เกิดความโลภ และหลงในลาภยศสรรเสริญจนลืมเป้าหมายที่แท้จริง

ลองดูเถิดญาติโยมทั้งหลาย ทุกวันนี้มารในใจเราก็ทำงานแบบนี้ เวลาเราถูกด่า เราสติหลุดไหม? และเวลาเราถูกชมจนตัวลอย เราเผลอตัวลืมตนบ้างไหม? นี่คือยุทธศาสตร์มารที่ใช้ทำลายมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย

๔. กรรมติดจรวด: เมื่อความไม่รู้ประมาณนำมาซึ่งหายนะ

จุดจบของทูสีมารมาถึง เมื่อท่าน “เล่นแรง” เกินไป ท่านเข้าสิงเด็กแล้วให้เด็กเอาหินขว้างศีรษะพระอัครสาวกในสมัยนั้นจนเลือดนอง พระพุทธเจ้ากกุสันธะทรงชำเลืองดูด้วยสายตาอย่างช้าง (นาคาวโลกนะ) พร้อมตรัสเพียงสั้นๆ ว่า “มารทูสีนี้ไม่รู้ประมาณเลย”

สิ้นคำนั้นเอง ทูสีมารก็ถูกธรณีสูบดิ่งลงสู่มหานรกทันที ท่านต้องเสวยทุกข์ทรมานอยู่นานหลายพันปีนรก ถูกหลาวเหล็กเสียบทะลุหัวใจ นี่คือเครื่องยืนยันว่า “กฎแห่งกรรม” นั้นเที่ยงตรงและรุนแรงเพียงใด โดยเฉพาะกรรมที่กระทำต่อผู้มีคุณธรรมสูง

๕. พลังที่แท้จริง: อยู่เหนือมารด้วยปัญญา

พระมหาโมคคัลลานะทิ้งท้ายด้วยการแสดงให้หลานมารเห็นว่า ในวันนี้ท่านไม่ใช่ทูสีมารผู้หลงผิดคนเดิมอีกต่อไป ท่านคือผู้ที่ฝึกตนจนอยู่เหนืออำนาจมาร ท่านโชว์ให้เห็นว่าท่านสามารถใช้ปลายนิ้วเท้าเขย่าปราสาทให้สั่นสะเทือน หรือบินไปถามปัญหาธรรมกับพระอินทร์และพรหมได้ทุกเมื่อ

ท่านไม่ได้โชว์เพื่ออวดดี แต่ท่านโชว์เพื่อจะบอกว่า “ความสุขและความยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการฝึกจิตและปัญญา มีอานุภาพมากกว่ามายากลของมารหลายเท่าตัวนัก”


บทส่งท้าย

ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องราวในมารตัชชนียสูตรนี้สอนอะไรเรา?

มันสอนให้เราเห็นว่า “กรรม” นั้นมีพลังมหาศาล แม้แต่พระมหาโมคคัลลานะในอดีตก็เคยหลงผิด เคยเป็นมารที่เกเรที่สุด แต่เมื่อท่านเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ท่านหมั่นฝึกฝนตนเองจนบรรลุธรรม ท่านก็สามารถก้าวข้ามอดีตอันเลวร้ายนั้นมาได้ และกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา

ขอให้พวกเราลอง “ขยี้” ใจตัวเองดูสักนิด… ทุกวันนี้มี “มาร” ตนไหนที่ยังแอบอยู่ในท้อง หรือแอบอยู่ในใจของเราบ้าง?

  • มารที่คอยกระซิบให้เราโกรธเวลาคนอื่นเห็นต่าง
  • มารที่คอยปั่นหัวให้เราหลงระเริงไปกับคำชมจนเสียคน
  • มารที่แฝงตัวมาในคราบของความขี้เกียจ ความประมาท หรือความเห็นแก่ตัว

หากเราไม่หมั่นตรวจสอบจิตใจตัวเองเหมือนที่พระเถระทำ เราอาจจะเผลอไปทำ “กรรม” ที่ส่งผลร้ายต่อเราไปอีกนานแสนนานโดยไม่รู้ตัว

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะ “โยนิโสมนสิการ” คือหันกลับมามองดูใจตัวเองให้ชัดๆ เรียกไอ้กิเลสลามกที่แอบซ่อนอยู่นั้นออกมา แล้วบอกมันว่า “ฉันรู้ทันแกแล้ว!”

เมื่อใดที่คุณรู้เท่าทันมาร มารจะเสียความมั่นใจ มารจะ “จ๋อย” และหายวับไปในที่สุด เหมือนมารหลานชายของพระเถระที่เสียใจและอันตรธานไปเมื่อได้ฟังความจริง

จำไว้นะ… อย่าปล่อยให้กิเลสมันมาสิงอยู่ในใจเรานานเกินไป ชีวิตนี้สั้นนัก จงรีบฝึกจิตให้เข้มแข็ง ให้มีปัญญาประดุจพระมหาโมคคัลลานะ เพื่อที่เราจะได้เป็นอิสระจากอำนาจมาร และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างทรงพลังและเปี่ยมด้วยสันติสุขที่แท้จริง

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมของพระมหาโมคคัลลานะเถระ จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีดวงตาเห็นธรรม รู้เท่าทันมารในใจ และเจริญรุ่งเรืองในวิถีแห่งพระสัทธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *