เอกราชแห่งพุทธจักรและศักดิ์ศรีสมณะ ย้อนรอยการปฏิรูปอธิกรณ์ประถมปาราชิก พ.ศ. ๒๔๖๓

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศให้ก้าวสู่ความทันสมัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งซึ่งมักถูกลืมเลือนไป นั่นคือภาพของพระภิกษุสงฆ์ในฐานะจำเลย ณ ศาลสถิตยุติธรรมของฝ่ายอาณาจักร ในอดีตนั้นเมื่อภิกษุรูปใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก กระบวนการยุติธรรมในขณะนั้นมักปฏิบัติต่อท่านไม่ต่างจากอาชญากรทั่วไปทางโลก

ฉากทัศน์แห่งความขัดแย้งเมื่อกฎหมายบ้านเมืองรุกคืบสู่เขตขามพระธรรมวินัย

ลองพิจารณาภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ภิกษุผู้ครองกาสาวพัสตร์ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ในธรรม กลับต้องเดินทางไปขึ้นศาลฆราวาสเพื่อรับการพิจารณาคดีทางพระวินัยโดยมีผู้พิพากษาเป็นคฤหัสถ์ ในยุคสมัยนั้นคดีประถมปาราชิก หรือความผิดวินัยขั้นสูงสุดที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระ ถูกตีความว่าเป็นอาชญาแผ่นดินรูปแบบหนึ่ง ฝ่ายอาณาจักรจึงจัดตั้งศาลขึ้นเพื่อวินิจฉัยและลงโทษพระสงฆ์ตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ภาพเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธบริษัทที่พบเห็น แต่ยังสั่นคลอนเกียรติภูมิแห่งสมณศากยบุตรอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการนำอำนาจทางโลกเข้ามาตัดสินมาตรฐานทางจิตวิญญาณ

วิสัยทัศน์แห่งปราชญ์กับความละเอียดอ่อนที่ศาลโลกมองไม่เห็น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกนี้ด้วยวิสัยทัศน์ของทั้งนักปกครองและปราชญ์ทางธรรม พระองค์ทรงวิเคราะห์อย่างเฉียบคมว่ากระบวนการของศาลฝ่ายอาณาจักรนั้นมีความหยาบเกินกว่าจะนำมาใช้ตัดสินความผิดทางพระวินัยที่มีความละเอียดอ่อนสูง

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นสัจธรรมว่า ทางพระวินัยนั้นมีความลึกซึ้งและซับซ้อนกว่ากฎหมายบ้านเมืองมากนัก แม้ภิกษุจะกระทำความผิดในลักษณะที่ยังไม่ถึงขั้นขาดจากความเป็นพระ แต่หากพฤติกรรมนั้นมีความมัวหมองในมิติอื่น พระธรรมวินัยก็ยังมีบทบัญญัติและวิธีการปรับโทษที่เหมาะสมเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของหมู่สงฆ์เอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลฆราวาสไม่มีวันทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และไม่อาจเข้าถึงความละเอียดอ่อนของจิตวิญญาณในรูปแบบนี้ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญกับการตราพระราชบัญญัติอธิกรณ์ประถมปาราชิก พ.ศ. ๒๔๖๓

เพื่อเป็นการกอบกู้เกียรติภูมิของพระศาสนาให้กลับมาสง่างามอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นผู้นำสำคัญในการผลักดันให้เกิดการตราพระราชบัญญัติอธิกรณ์ประถมปาราชิก พุทธศักราช ๒๔๖๓ ขึ้น กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนการประกาศเอกราชของฝ่ายพุทธจักร โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกโทษอาชญาแผ่นดินในฐานปาราชิก และคืนอำนาจการวินิจฉัยความผิดให้กลับมาอยู่ในขอบเขตของอธิกรณ์ในคณะสงฆ์แต่เพียงฝ่ายเดียว

นับจากนั้นเป็นต้นมา หากมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์เกิดขึ้น ฝ่ายอาณาจักรโดยกระทรวงธรรมการจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ช่วยในการควบคุมตัวตามกฎหมายเท่านั้น แล้วจึงส่งตัวภิกษุรูปนั้นให้คณะสงฆ์เป็นผู้พิจารณาตัดสินตามหลักพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง

มรดกแห่งเกียรติยศและรากฐานกระบวนการยุติธรรมสงฆ์

การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขข้อกฎหมายตามตัวอักษร แต่คือการปกป้องศักดิ์ศรีของสมณะมิให้อำนาจทางโลกเข้ามาล่วงละเมิดได้ดังเช่นในอดีต พระองค์ทรงเปลี่ยนภาพลักษณ์ของภิกษุที่อาจต้องถูกพันธนาการในศาลโลก ให้กลับมาเป็นสมณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระธรรมวินัยอันศักดิ์สิทธิ์ การสร้างมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมสงฆ์ที่สอดคล้องกับพุทธบัญญัตินี้เอง ที่ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญสืบทอดมาจนถึงคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาดุลยภาพระหว่างโลกียะและโลกุตระอย่างเหมาะสม

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กับการพัฒนาสยามประเทศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *