กระบวนการและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายในการสร้างและตั้งวัดในพระพุทธศาสนา: การวิเคราะห์ตามกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๕๙
บทนำ การจัดตั้งวัดในพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มิใช่เพียงการก่อสร้างเสนาสนะทางกายภาพเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่มีระเบียบและข้อกฎหมายกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าวัดที่เกิดขึ้นใหม่จะมีความมั่นคง ถาวร และเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของชุมชนได้อย่างแท้จริง บทความนี้มุ่งอธิบายหลักเกณฑ์และขั้นตอนสำคัญในการ “ขออนุญาตสร้างวัด” และ “การตั้งวัด” โดยอ้างอิงตามกฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น ๒ ระยะสำคัญ ดังนี้
๑. ระยะการขออนุญาตสร้างวัด (ตามหมวด ๑ แห่งกฎกระทรวงฯ)
การสร้างวัดถือเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญ หมายถึงการขออนุญาตเพื่อดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะบนที่ดินที่ได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์องค์ประกอบพื้นฐานและขั้นตอนการพิจารณาไว้อย่างชัดเจน
๑.๑ หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาขอสร้างวัด การพิจารณาอนุญาตให้สร้างวัด จะคำนึงถึงความเหมาะสมและความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ด้านที่ดินและทำเลที่ตั้ง: ที่ดินที่จะใช้สร้างวัดต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า ๖ ไร่ และมีทำเลที่ตั้งเหมาะสม สมควรแก่การเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์และสะดวกต่อการประกอบศาสนกิจ (ทั้งนี้ อาจมีข้อยกเว้นเรื่องขนาดพื้นที่ได้ หากมีเหตุจำเป็นตามสภาพท้องที่)
- ด้านประชากรและสังคม: การสร้างวัดต้องเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นนั้น โดยเกณฑ์ปกติควรรองรับประชาชนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คน และต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือว่า เมื่อสร้างวัดเสร็จสิ้นแล้ว จะได้รับการทำนุบำรุงและอุปถัมภ์จากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
- ด้านระยะห่าง: เพื่อการกระจายตัวที่เหมาะสม วัดที่จะสร้างใหม่ควรตั้งอยู่ห่างจากวัดที่มีอยู่เดิมไม่น้อยกว่า ๒ กิโลเมตร (เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณี)
- ด้านงบประมาณ: ผู้ขอสร้างต้องแสดงหลักฐานความพร้อมด้านทุนทรัพย์ โดยมีจำนวนเงินสดและมูลค่าของสัมภาระที่จะใช้ในการก่อสร้างรวมกันไม่น้อยกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท
๑.๒ ขั้นตอนการดำเนินงานขอสร้างวัด กระบวนการเริ่มต้นจากการยื่นคำขอ (แบบ ศถ.๑) ต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดในพื้นที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามลำดับขั้น ดังนี้
- ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จะดำเนินการขอความเห็นจาก เจ้าคณะตำบล, เจ้าคณะอำเภอ, นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ตามลำดับ
- เมื่อรวบรวมความเห็นครบถ้วน จะนำเสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณา
- หากผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นชอบ จะออกหนังสืออนุญาตให้สร้างวัด (แบบ ว.๑) และแจ้งให้ผู้ขอทราบ
- ในขั้นสุดท้าย จังหวัดจะรายงานผลการอนุญาตไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีและรายงานต่อมหาเถรสมาคมเพื่อทราบต่อไป
๒. ระยะการขอตั้งวัด (ตามหมวด ๒ แห่งกฎกระทรวงฯ)
ระยะนี้เป็นขั้นตอนภายหลังจากที่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดและได้ดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อขอประกาศสถานภาพทางกฎหมายให้เป็น “วัด” ที่ถูกต้องสมบูรณ์
๒.๑ หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาขอตั้งวัด การยกระดับจากการสร้างวัดสู่การเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องมีความพร้อมในด้านต่างๆ เพิ่มเติม ดังนี้
- ความพร้อมของเสนาสนะ: สถานที่ต้องมีการก่อสร้างเสนาสนะเสร็จสิ้นตามแผนผังที่ได้รับอนุญาต มีความมั่นคงแข็งแรง และมีความเหมาะสมสำหรับการเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์
- บุคลากรทางศาสนา: ต้องมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาประจำไม่น้อยกว่า ๑ รูป และต้องมีการเสนอรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามกฎหมายเพื่อแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส
- การกำหนดชื่อวัด: ต้องระบุชื่อวัดที่ประสงค์จะตั้งพร้อมเหตุผลประกอบ ซึ่งชื่อดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการเห็นชอบตามระเบียบ
- ผู้มีสิทธิยื่นคำขอ: ผู้ยื่นคำขอตั้งวัดจะต้องเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัด (ว.๑) หากเป็นบุคคลอื่น จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง
- การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน: ในกรณีที่ที่ดินเป็นของเอกชน เจ้าของที่ดินจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้เป็นศาสนสมบัติของวัด ภายในกำหนดระยะเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม
๒.๒ ขั้นตอนการดำเนินงานขอตั้งวัด เมื่อมีความพร้อมตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ผู้ขอจะต้องยื่นรายงานขอตั้งวัด (แบบ ศถ.๓) ต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับชั้นการปกครอง
- การพิจารณาระดับจังหวัด: ผ่านการพิจารณาความเห็นจากเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นายอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัด ก่อนเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
- การพิจารณาระดับภาคและหน: ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอรายงานต่อเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่ตามลำดับ
- การพิจารณาระดับชาติ: เรื่องจะถูกส่งมายังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองการตั้งชื่อวัด และท้ายที่สุดคือการเสนอขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม
- การประกาศตั้งวัด: เมื่อมหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเป็นผู้ลงนามในประกาศตั้งวัด (แบบ ว.๒) และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลทางกฎหมายโดยสมบูรณ์
บทสรุป ระเบียบและขั้นตอนตามกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๕๙ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการบริหารจัดการศาสนสถาน เพื่อให้การเกิดขึ้นของวัดใหม่ในพระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างมีระบบ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และมีความพร้อมทั้งทางด้านกายภาพและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

