การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์: เมื่อ “นักธรรม” ผสาน “บาลี” สู่กำเนิดปราชญ์แห่ง “เปรียญธรรม”
ในอดีตกาล ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมุ่งเน้นไปที่การศึกษาภาษาบาลีเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์ประการสำคัญคือการ “แปลพระคัมภีร์” ภาพของพระภิกษุสามเณรที่ขะมักเขม้นกับการตีความโครงสร้างไวยากรณ์อันซับซ้อนจากคัมภีร์ใบลานเป็นภาพที่ปรากฏสืบเนื่องมานับร้อยปี ทว่าภายใต้ความเชี่ยวชาญทางภาษาดังกล่าว กลับปรากฏช่องว่างสำคัญคือการขาดความเข้าใจใน “แก่นแท้ของหลักธรรม” อย่างถ่องแท้
พระมหาเปรียญในยุคก่อนอาจมีความสามารถในการแปลอรรถกถาได้อย่างเชี่ยวชาญ แต่เมื่อต้องอธิบายหลักธรรมในเชิงประยุกต์หรือวิเคราะห์พุทธวจนะเพื่อนำมาใช้ในวิถีชีวิตจริง หลายรูปกลับไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากกระบวนการเรียนการสอนมุ่งเน้นเพียงการแปล “ศัพท์ต่อศัพท์” มากกว่าการทำความเข้าใจเนื้อหาเชิงพุทธศาสตร์ นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
การเชื่อมโยงสองกระแสธาร: เมื่อ “ภาษา” บรรจบกับ “ปัญญา”
หลังจากที่พระองค์ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” (การศึกษาธรรมะภาคภาษาไทย) จนเป็นรูปธรรม ทรงตระหนักว่าหากปล่อยให้การศึกษาบาลีเดินแยกส่วนกับการศึกษาหลักธรรม ต่อไปในภายหน้า “พระเปรียญ” ผู้เชี่ยวชาญภาษาอาจมีความรู้ในข้อธรรมด้อยกว่า “นักธรรม” ซึ่งจะก่อให้เกิดความลักลั่นในระบบการศึกษาคณะสงฆ์
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงทรงตัดสินพระทัยปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ โดยทรงวางกุศโลบายในการ “เชื่อมโยงการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งสองแผนกเข้าด้วยกัน” เพื่อให้พระมหาเปรียญมิได้เป็นเพียงนักแปลภาษา แต่ต้องเป็นผู้ทรงความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง
โครงสร้างใหม่: บันไดก้าวสู่ความเป็น “เปรียญธรรม”
พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขสำคัญในการสอบไล่ โดยวางรากฐานการเชื่อมโยงหลักสูตรนักธรรมและบาลีไว้เป็นลำดับขั้น ดังนี้
| ระดับการศึกษาบาลี | เงื่อนไขหลักสูตรนักธรรมที่ต้องสอบผ่าน |
| เปรียญตรี (เปรียญธรรม ๓ ประโยค) | ต้องสอบได้ นักธรรมชั้นตรี |
| เปรียญโท (เปรียญธรรม ๔ – ๖ ประโยค) | ต้องสอบได้ นักธรรมชั้นโท |
| เปรียญเอก (เปรียญธรรม ๗ – ๙ ประโยค) | ต้องสอบได้ นักธรรมชั้นเอก |
หมายเหตุ: ปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนจากนี้ในบางส่วน
การวางโครงสร้างเช่นนี้เปรียบเสมือนการบังคับให้พระภิกษุสามเณรสายบาลีต้องศึกษาหลักธรรม วินัย และพุทธประวัติควบคู่ไปกับการเรียนไวยากรณ์บาลีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทสรุป: จาก “นักแปล” สู่ “ปราชญ์ผู้รู้รอบ”
ผลจากการปฏิรูปในครั้งนั้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสถานะของพระมหาเปรียญอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นที่มาของวุฒิการศึกษาที่เรียกว่า “เปรียญธรรม” (ซึ่งหมายถึง บาลี + ธรรม) นับแต่นั้นมา วงการสงฆ์ไทยจึงมิได้ผลิตเพียง “นักแปล” ที่เชี่ยวชาญเฉพาะตัวอักษร แต่ได้สร้าง “ปราชญ์” ผู้สามารถไขกุญแจคลังพระไตรปิฎกด้วยทักษะภาษาบาลี และสามารถหยิบยกอรรถรสแห่งธรรมมาจำแนกแจกแจงแก่พุทธศาสนิกชนได้อย่างถูกต้องลุ่มลึก
การปฏิรูปครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ แต่คือการเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้พระธรรมวินัยหยั่งรากลึกและยั่งยืนสืบไปในสังคมไทย
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กับการพัฒนาสยามประเทศ

