พลิกโฉมสนามสอบ: จาก “แปลปากเปล่า” สู่ “ปลายปากกา” การปฏิรูปการวัดผลเพื่อความยุติธรรมแห่งพุทธจักร

ในประวัติศาสตร์การศึกษาพระปริยัติธรรมของไทย การสอบไล่เพื่อวัดความรู้ทางพุทธศาสตร์นับเป็นกระบวนการที่ทรงเกียรติและเข้มงวดอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบบการวัดผลยังคงยึดถือธรรมเนียมโบราณที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการแสดงศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียน นั่นคือการสอบแบบ “แปลปากเปล่า”

วิกฤตการณ์ของการวัดผลแบบดั้งเดิม

การสอบแปลปากเปล่าในสนามหลวงยุคนั้น ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่กดดันและเคร่งขรึม ผู้เข้าสอบต้องนั่งเผชิญหน้ากับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดยมีภารกิจหลักคือการแปลคัมภีร์ภาษาบาลีออกมาเป็นภาษาไทยด้วยวาจาในทันทีต่อหน้าคณะกรรมการ

วิธีการดังกล่าวไม่เพียงแต่วัดความรู้ในตัวสถิตและความแตกฉานทางภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบสมาธิ ไหวพริบ และความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด อย่างไรก็ดี ระบบนี้มีข้อเสียสำคัญหลายประการ

  • ความล่าช้าในการบริหารจัดการ: การสอบทีละรูปใช้เวลานาน ทำให้ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้เข้าสอบที่เพิ่มขึ้นได้
  • ความคลาดเคลื่อนจากการประหม่า: ผู้เข้าสอบที่มีความเชี่ยวชาญจริงอาจไม่สามารถแสดงความรู้ออกมาได้เต็มที่เนื่องจากความตื่นเต้นเฉพาะหน้า
  • มาตรฐานการวัดผล: ความเสมอภาคในการให้คะแนนทำได้ยากกว่าระบบข้อเขียน

วิสัยทัศน์แห่งการปฏิรูป: ปลายปากกากับความยุติธรรม

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเล็งเห็นจุดอ่อนของระบบเดิมตั้งแต่อดีต เมื่อครั้งทรงก่อตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย พระองค์จึงทรงริเริ่มนำวิธีการ “สอบด้วยการเขียน” มาทดลองใช้เพื่อให้การวัดผลมีความแม่นยำและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น

จนกระทั่งเมื่อทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงตัดสินพระทัยปฏิรูประบบการสอบสนามหลวงครั้งใหญ่ โดยมีการประกาศยกเลิกวิธีสอบแปลปากเปล่าในทุกชั้นประโยค และเปลี่ยนมาใช้วิธีสอบด้วยการเขียนแทนอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในช่วงกลางทศวรรษที่สองของพุทธศตวรรษที่ ๒๕

เหตุผลและอานิสงส์ของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์

การเปลี่ยนจาก “การใช้คำพูด” มาสู่ “การใช้ข้อเขียน” มิใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีการ แต่คือการวางรากฐานทางปัญญาใหม่ให้แก่คณะสงฆ์ โดยพระองค์ทรงสรุปข้อดีสำคัญไว้ดังนี้

๑. ความยุติธรรมและความทั่วถึง: ระบบข้อเขียนช่วยให้ผู้สอบมีสมาธิในการเรียบเรียงความคิดและแสดงความรู้ได้อย่างลึกซึ้ง โดยลดปัจจัยรบกวนจากความตื่นเต้นและสภาพแวดล้อม ๒. การพัฒนาทักษะเชิงนิพจน์: พระองค์ทรงมุ่งหวังให้พระภิกษุสามเณรฝึกฝนทักษะการเรียงความและแต่งร้อยแก้ว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเผยแผ่พระศาสนาและการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ในโลกยุคใหม่


บทสรุป

นับแต่นั้นเป็นต้นมา บรรยากาศในสนามสอบสนามหลวงจึงเปลี่ยนไปสู่ความสงบเงียบที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการใช้ปัญญา เสียงแปลบาลีที่เคยดังก้องถูกแทนที่ด้วยเสียงการจรดปลายปากกาบนหน้ากระดาษ การปฏิรูปครั้งนี้มิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ แต่คือการวางรากฐานระบบการวัดผลการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยให้มีมาตรฐานสากล ทันสมัย และเป็นรากฐานที่มั่นคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กับการพัฒนาสยามประเทศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *