พุทธจักรนิเทศ: บทวิเคราะห์อำนาจหน้าที่มหาเถรสมาคมในฐานะองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดแห่งสังฆมณฑลไทย

ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “มหาเถรสมาคม” (มส.) มิได้เป็นเพียงที่ประชุมของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่หากพิจารณาผ่านเลนส์ทางนิติศาสตร์และการบริหารจัดการองค์กร มหาเถรสมาคมคือ “องค์กรบริหารและนิติบัญญัติสูงสุด” ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และวางรากฐานทางกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองศรัทธาในบวรพุทธศาสนา แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูสืบเนื่องมาจากจารีตประเพณี ทว่าการขับเคลื่อนองค์กรสงฆ์ในปัจจุบันอยู่ภายใต้กลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนและรัดกุม เพื่อให้พุทธจักรไทยดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก

๑. มหาเถรสมาคม: ศูนย์กลางอำนาจภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์

ตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มหาเถรสมาคมได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง

โครงสร้างปัจจุบันของมหาเถรสมาคมประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชและกรรมการอื่นอีกไม่เกิน ๒๐ รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งคุณวุฒิ มีพรรษาและจริยวัตรอันเหมาะสม การจัดตั้งในลักษณะนี้สะท้อนถึงการหลอมรวมระหว่าง “พุทธจักร” (พระธรรมวินัย) และ “อาณาจักร” (กฎหมายแผ่นดิน) เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในการปกครองสังฆมณฑล


๒. ปัญจภารกิจ: ขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๕ ตรี

เพื่อให้การบริหารงานคณะสงฆ์เป็นไปโดยเรียบร้อยสม่ำเสมอ มาตรา ๑๕ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมไว้ครอบคลุม ๕ ด้านหลัก ดังนี้

  • การปกครองคณะสงฆ์: วางระเบียบและนโยบายการบริหารจัดการ ตั้งแต่ระดับส่วนกลาง ภูมิภาค ไปจนถึงระเบียบภายในอารามทั่วราชอาณาจักร
  • การบรรพชาอุปสมบท: กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้เข้าสู่สมณเพศ เพื่อคัดกรองบุคลากรที่มีศรัทธาและจริยวัตรที่เหมาะสมเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
  • การศาสนศึกษาและเผยแผ่: กำกับดูแลมาตรฐานการศึกษาพระปริยัติธรรม (แผนกธรรมและบาลี) และควบคุมการเผยแผ่หลักพุทธธรรมที่ถูกต้อง มิให้เกิดการบิดเบือนคำสอน
  • การสาธารณูปการและการศึกษาสงเคราะห์: ดูแลการก่อสร้าง บูรณะศาสนสถาน และการดำเนินภารกิจเกื้อกูลสังคมในมิติต่างๆ
  • การรักษาหลักพระธรรมวินัย: ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสิกขาบทและจารีตสงฆ์ เพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของหมู่สงฆ์

๓. เครื่องมือเชิงนโยบายและมาตรการทางกฎหมาย

มหาเถรสมาคมขับเคลื่อนนโยบายผ่านเครื่องมือทางกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เพื่อการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

  • กฎมหาเถรสมาคม: มีลำดับศักดิ์สูงสุดเทียบเท่ากฎกระทรวง ใช้กำหนดเรื่องสำคัญที่มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป เช่น การลงนิคหกรรม หรือการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ
  • ระเบียบและข้อบังคับ: ใช้กำหนดรายละเอียดวิธีปฏิบัติในเชิงบริหาร เช่น ระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการศาสนสมบัติ หรือการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์วัด
  • คำสั่งและประกาศ: มักออกเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าหรือเรื่องเร่งด่วน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ เช่น มาตรการกวดขันมารยาทในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือการห้ามใช้พื้นที่วัดในกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ ข้อกำหนดทุกประการที่มหาเถรสมาคมตราขึ้น “ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายบ้านเมืองและพระธรรมวินัย” จึงจะมีผลบังคับใช้ได้โดยชอบ


๔. กลไกการกลั่นกรอง: กระบวนการตรวจสอบก่อนการบังคับใช้

กระบวนการนิติบัญญัติของคณะสงฆ์มีความละเอียดอ่อนยิ่ง สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอำนาจในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ” เพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์และกลั่นกรองประเด็นต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของมหาเถรสมาคม กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่า กฎระเบียบที่ออกมานั้นมีความสุขุมรอบคอบ สอดคล้องกับทั้งหลักพุทธบัญญัติและบริบททางกฎหมายในปัจจุบัน


บทสรุป: กฎระเบียบเพื่อการดำรงอยู่ของศรัทธาที่มั่นคง

อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมในการตรากฎและระเบียบต่างๆ มิใช่เพียงการใช้อำนาจเพื่อการควบคุมแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่คือการ “อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา” ให้มีความยืดหยุ่นและก้าวทันพลวัตของสังคม ในยุคสมัยที่ศรัทธาต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ การที่มหาเถรสมาคมวางมาตรการที่รัดกุมในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้บวช หรือการกำกับดูแลจริยวัตรให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล ล้วนเป็นไปเพื่อรักษา “ภาพลักษณ์” และ “ความบริสุทธิ์” ของคณะสงฆ์ไทย ให้เป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่พุทธศาสนิกชนสืบไปอย่างยั่งยืน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *