สังฆธรรมาภิบาลในโลกดิจิทัล: บทวิเคราะห์การปรับใช้ PDPA กับการบริหารจัดการข้อมูลภายในสังฆมณฑลไทย

ในพลวัตของโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารได้รับการบูรณาการเข้าสู่ระบบก้อนเมฆ (Cloud Computing) และการทำธุรกรรมผ่านนวัตกรรมสมาร์ทโฟนกลายเป็นวิถีหลัก “วัด” ในฐานะสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและนิติบุคคลตามกฎหมาย ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ได้ จากเดิมที่การจัดเก็บข้อมูลถูกจำกัดอยู่ในรูปแบบของสมุดข่อยหรือทะเบียนกระดาษ ปัจจุบันได้วิวัฒนาการสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อประสิทธิภาพในการปกครองคณะสงฆ์

ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) จึงก้าวเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่ปรากฏใน “คู่มือพระสังฆาธิการ” เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการข้อมูลให้มีความโปร่งใส ยุติธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล


๑. สถานะทางนิติมานุษยวิทยา: เมื่อ “วัด” คือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ในมิติทางนิติศาสตร์ วัดมีสถานะเป็น นิติบุคคล และมีภารกิจในการปกครองคณะสงฆ์ซึ่งจำเป็นต้องข้องเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ข้อมูลทะเบียนประวัติพระภิกษุสามเณร (หนังสือสุทธิ) ข้อมูลศิษยวัด ไปจนถึงข้อมูลพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา

ภายใต้บทบัญญัติแห่ง PDPA วัดจึงดำรงฐานะเป็น “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” (Data Controller) ซึ่งมีพันธกิจทางกฎหมายในการกำหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) เช่น ข้อมูลประวัติอาชญากรรมของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท เพื่อป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลหรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

๒. หลักความยินยอม (Consent): มาตรฐานใหม่ก่อนการเข้าสู่สมณเพศ

กระบวนการคัดกรองบุคลากรเข้าสู่สังฆมณฑลถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการประยุกต์ใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมติมหาเถรสมาคม การตรวจสอบประวัติบุคคลผ่านเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักกับหน่วยงานความมั่นคงก่อนการอุปสมบท จะต้องมีการลงนามใน “หนังสือยินยอมให้ตรวจสอบประวัติบุคคล”

การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพียงระเบียบทางธุรการ แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักการให้ความยินยอม (Consent) อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้พระอุปัชฌาย์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างชอบด้วยกฎหมายและธรรมาภิบาล

๓. นวัตกรรมสมาร์ทการ์ดพระสงฆ์และการบริหารจัดการความเสี่ยง

วิวัฒนาการสู่ระบบ “สมาร์ทการ์ดพระสงฆ์” (Monk Smart Card) และฐานข้อมูลดิจิทัลส่วนกลาง ช่วยให้การบริหารงานปกครองมีความเป็นเอกภาพและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัยของข้อมูล คู่มือพระสังฆาธิการฉบับล่าสุดจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลภายนอก และการป้องกันการนำข้อมูลทะเบียนประวัติไปเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง

๔. การรักษาความลับในกระบวนการยุติธรรมทางสงฆ์ (อธิกรณ์)

ในมิติของการพิจารณาวินิจฉัยการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย หรือการลง “นิคหกรรม” ข้อมูลในสำนวนการสอบสวนถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวสูง PDPA ได้เข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้อง มิให้มีการนำข้อมูลการพิจารณาอธิกรณ์ไปเปิดเผยหรือประจานสู่สาธารณะโดยปราศจากเหตุอันควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและนำไปสู่การฟ้องร้องทางแพ่งในข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้


บทสรุป: ศรัทธาที่ตั้งมั่นอยู่บนความโปร่งใส

การนำหลักการ PDPA มาบูรณาการเข้ากับการบริหารจัดการภายในวัด มิใช่เป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อบังคับของรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษเท่านั้น แต่คือการสร้าง “สังฆธรรมาภิบาล” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่พุทธศาสนิกชนว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการคุ้มครองอย่างดีที่สุด

การที่พระสังฆาธิการยุคใหม่มีความเข้าใจในศาสตร์แห่งการคุ้มครองข้อมูล จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้พระพุทธศาสนาไทยดำรงอยู่อย่างมั่นคง สง่างาม และก้าวทันพลวัตของโลกดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *