บูรณาการพุทธธรรมสู่มาตรฐานสากล: บทวิเคราะห์นัยสำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ต่อวิทยฐานะสงฆ์ยุคใหม่
ในอดีต ภาพจำของการศึกษาระบบ “พระปริยัติธรรม” ไม่ว่าจะเป็นแผนกธรรมหรือบาลี มักถูกจำกัดวงอยู่เพียงในบริบทของพุทธจักรและจารีตภายในวัด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระบบการศึกษาที่แยกส่วน (Isolated System) ออกจากมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติอย่างสิ้นเชิง ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงข้อกฎหมาย แต่เป็นการปฏิรูปกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่ยกระดับสถานะและอนาคตของศาสนทายาทให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างมีเกียรติยศ
๑. การสถาปนาสถานะทางกฎหมาย: จากจารีตสู่สถาบันการศึกษาของชาติ
มูลเหตุสำคัญในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือการจัดระเบียบและรองรับการศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพภายใต้การอุปถัมภ์ของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยกฎหมายได้ให้คำนิยามและการรับรองสถานะของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม อันประกอบด้วย สำนักเรียน, สำนักศาสนศึกษา และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ให้มีตัวตนที่ชัดเจนในทางนิติศาสตร์ และได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับชาติ
๒. นวัตกรรมแห่งวิทยฐานะ: การรับรองความเท่าเทียมทางวิชาการ
นัยสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงบวกต่อระบบการศึกษาไทย คือการกำหนด “วิทยฐานะ” ที่ชัดเจนตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๑-๒๔ ซึ่งเป็นการทลายกำแพงกั้นระหว่างทางธรรมและทางโลก โดยมีการเทียบวุฒิการศึกษาดังนี้
| ระดับการศึกษาพระปริยัติธรรม | วิทยฐานะเทียบเท่าตามมาตรฐานการศึกษาชาติ |
| แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก | มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) |
| แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ. ๓) | มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) |
| แผนกธรรมและบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๙ ประโยค (ป.ธ. ๙) | ปริญญาตรี (บารมีได้รับสิทธิใช้อักษรย่อวุฒิ ป.ธ. ๙) |
การปรับเปลี่ยนนี้คือการเปิดประตูแห่งโอกาสให้ศาสนทายาทสามารถนำองค์ความรู้พุทธธรรมไปต่อยอดในระดับอุดมศึกษาหรือวิชาชีพได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียนดังเช่นในอดีต นับเป็นการคืนศักดิ์ศรีทางวิชาการและยอมรับในความเพียรพยายามของผู้เรียนในสังฆมณฑล
๓. ระบบบริหารจัดการเชิงวิชาชีพ (Professional Governance)
พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้วางโครงสร้างการกำกับดูแลผ่าน “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม” ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากหน่วยงานยุทธศาสตร์ระดับประเทศ อาทิ สำนักงบประมาณ และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดนโยบายและประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับสถานะของ “บุคลากรทางการศึกษา” ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานสอนหรือผู้สนับสนุน โดยมีการวางระบบสวัสดิการ ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เหมาะสมภายใต้ความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงและมาตรฐานวิชาชีพที่เทียบเท่ากับบุคลากรทางการศึกษาในระบบปกติ
๔. การอุปถัมภ์จากภาครัฐ: การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ในมาตรา ๗ ของกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณสำหรับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตามความเหมาะสมและจำเป็น” นัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านภาระด้านการศึกษาจากที่เคยพึ่งพาศรัทธาของศาสนิกชนเพียงอย่างเดียว มาเป็นการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากงบประมาณแผ่นดิน ช่วยให้โรงเรียนพระปริยัติธรรมทั่วประเทศมีความมั่นคงทางทรัพยากรและสามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างยั่งยืน
บทสรุป: สะพานเชื่อมศรัทธาสู่ปัญญาในโลกยุคใหม่
พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงเปรียบเสมือน “Hybrid Model” ที่ผสานระหว่างโบราณราชประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์เข้ากับมาตรฐานการศึกษาสมัยใหม่ มุ่งผลิตศาสนทายาทผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาพุทธธรรมและทักษะที่เท่าทันโลก
ในยุคปัจจุบัน การเข้าใจในบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เราเห็นถึงทิศทางของสังคมไทยที่พยายามโอบรับความหลากหลายของรูปแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เส้นทางแห่งสมณเพศมิได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ แต่กลับเป็นทางเลือกแห่งการเพาะบ่มสติปัญญาที่มีเกียรติยศและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันในสังคมสืบไป

