การปฏิรูปอัตลักษณ์และโครงสร้าง: เจาะลึกการบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ภายใต้กฎหมายใหม่
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่มีการวางรากฐานการศึกษาในวัด การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ไม่เพียงแต่เป็นการจัดระเบียบกฎหมายให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการ “ยกระดับ” สถานะของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้มีความมั่นคง มีมาตรฐาน และมีศักดิ์ศรีทางวิชาการทัดเทียมกับระบบการศึกษาของชาติ บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างการบริหารจัดการภายใต้คัมภีร์กฎหมายฉบับใหม่นี้ เพื่อให้เห็นทิศทางและโอกาสของศาสนทายาทในโลกยุคปัจจุบัน
หมุดหมายแห่งกฎหมาย: เมื่อโรงเรียนวัดมีตัวตนที่ชัดเจน
ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 คำว่า “โรงเรียน” ถูกนิยามให้ชัดเจนว่าเป็นสถานศึกษาที่วัดจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการบูรณาการหลักธรรมพุทธพจน์จากพระไตรปิฎกเข้ากับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ
การบริหารงานในยุคใหม่นี้ไม่ได้ขึ้นตรงต่อความต้องการส่วนบุคคลของเจ้าอาวาสเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำกับดูแลโดย คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นบอร์ดบริหารระดับชาติที่มีสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งประธานกรรมการ และมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการ ก.พ. ร่วมเป็นกรรมการ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรม” ในปัจจุบัน คือฟันเฟืองสำคัญที่รัฐให้การยอมรับและร่วมขับเคลื่อนในฐานะส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาชาติ
โครงสร้างการบริหารและตัวตนของบุคลากร
หนึ่งในนัยสำคัญที่สุดของกฎหมายใหม่คือการกำหนดสถานะของ “ผู้ปฏิบัติงาน” ในสถานศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่
1. ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน: คือครูสอนพระปริยัติธรรม และครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
2. ประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา: ครอบคลุมถึงบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีการศึกษา
สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความมั่นคงเชิงวิชาชีพคือ กฎหมายกําหนดให้คณะกรรมการกําหนดมาตรฐานกลางในการบริหารงานบุคคล ทั้งในเรื่องของเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และสวัสดิการต่างๆ ซึ่ง “ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง” การกำหนดมาตรฐานเช่นนี้ช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาพัฒนาการศึกษาของสงฆ์
มาตรฐานวิชาการและการประกันคุณภาพ: จากโบราณราชประเพณีสู่สากล
การบริหารโรงเรียนภายใต้กฎหมายใหม่เน้นย้ำเรื่อง “ความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรม” โดยต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา มีหน้าที่ต้องปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 7 ประการให้แก่ผู้เรียน อาทิ การมีทักษะในวิชาการทางพุทธศาสนา การเป็นพลเมืองที่ดี และความภูมิใจในสมณเพศ
นอกจากนี้ กฎหมายยังวางกลไกการ “ตรวจสอบภายใน” ไว้อย่างเข้มงวด โดยโรงเรียนต้องจัดให้มีการตรวจสอบการเงิน การบัญชี และพัสดุ พร้อมทั้งรายงานผลต่อคณะกรรมการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ระบบธรรมาภิบาลนี้เองที่จะเป็นเกราะป้องกันและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พุทธศาสนิกชนและภาครัฐในการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุน
สิทธิและวิทยฐานะ: สะพานสู่โอกาสที่เท่าเทียม
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ที่สุดของการบริหารจัดการภายใต้กฎหมายนี้คือการรับรองวิทยฐานะ โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรแผนกสามัญศึกษา จะได้รับวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือมัธยมศึกษาตอนปลายตามความเป็นจริง พร้อมทั้งได้รับประกาศนียบัตรหรือปริญญาที่มีศักดิ์และสิทธิทุกประการ การบริหารจัดการในยุคใหม่จึงมุ่งเน้นที่การผลิตศาสนทายาทที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ในธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แต่ยังมีความพร้อมที่จะศึกษาต่อหรือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมไทย
บทสรุป: ก้าวที่มั่นคงของพุทธศึกษาไทย
การบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ภายใต้กฎหมายใหม่ คือการหลอมรวมระหว่าง “ศรัทธา” และ “ระบบ” ได้อย่างลงตัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา การมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีบุคลากรที่ได้รับการดูแลตามมาตรฐาน และมีการตรวจสอบที่โปร่งใส คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในรั้ววัด แต่คือสถาบันบ่มเพาะปัญญาที่เข้มแข็ง พร้อมสร้าง “ศาสนทายาท” ผู้เป็นกำลังสำคัญในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองอย่างสง่างามในโลกสมัยใหม่สืบไป

