วิถีปัญญาพัฒนาศาสนทายาท: เจาะลึกมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรมสู่ระดับสากล
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและการวัดผลเชิงคุณภาพ ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ที่สำคัญยิ่งด้วยการตรา พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงกรอบระเบียบปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ “มาตรฐานและการประกันคุณภาพ” ของการศึกษาสงฆ์ให้มีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงโครงสร้างและนัยสำคัญของการสร้างระบบประกันคุณภาพในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อให้เห็นทิศทางของการสร้างศาสนทายาทในศตวรรษที่ 21
กลไกเชิงนโยบาย: คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม
หัวใจหลักของการกำหนดมาตรฐานเริ่มที่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติที่มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 12 ในการกำหนดนโยบาย แผนการจัดการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือการ “กำหนดมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา” ความโดดเด่นของคณะกรรมการชุดนี้คือการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานหลักของรัฐ เช่น สำนักงบประมาณ, สำนักงาน ก.พ. และกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นกรรมการ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการศึกษาสงฆ์ในปัจจุบันถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ” อย่างเป็นรูปธรรม
ระบบการประกันคุณภาพภายใน: ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
ตามกฎหมายใหม่ มาตรฐานการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เนื้อหาวิชาการ แต่ครอบคลุมไปถึงระบบการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล มาตรา 19 ของพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมต้องจัดให้มีการทำบัญชีและ “การตรวจสอบภายใน” เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และพัสดุ โดยต้องรายงานผลต่อคณะกรรมการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ระบบนี้เองที่เป็นการประกันคุณภาพในมิติการบริหารจัดการ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและรัฐมั่นใจว่าทรัพยากรและงบประมาณอุดหนุนถูกใช้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาอย่างแท้จริง
การประเมินผลบุคลากร: หัวใจของความสำเร็จ
คุณภาพของสถานศึกษาย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของบุคลากร มาตรา 20 จึงกำหนดให้มีการ “ประเมินผลการปฏิบัติงาน” ของผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งประเภทผู้ปฏิบัติงานสอนและผู้สนับสนุนการศึกษา การประเมินนี้ไม่ได้ทำเพื่อการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงการกำหนดมาตรฐานกลางในการบริหารงานบุคคล ทั้งเรื่องเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และสวัสดิการต่างๆ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง การสร้างมาตรฐานอาชีพครูสอนพระปริยัติธรรมจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน
เป้าหมายเชิงคุณภาพ: คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 7 ประการ
ในการประกันคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม เป้าหมายสูงสุดมิใช่เพียงการสอบผ่านตามหลักสูตร แต่คือการบ่มเพาะผู้เรียนให้มี “คุณลักษณะที่พึงประสงค์” 7 ประการ ตามมาตรา 17 ประกอบด้วย
1. การเป็นศาสนทายาทที่ดีและพลเมืองที่ดี
2. มีความรู้และทักษะในวิชาการทางพระพุทธศาสนา
3. มีนิสัยใฝ่หาความรู้และปฏิบัติตามวินัยสงฆ์
4. มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ
5. รู้จักบำรุงรักษาศาสนสมบัติและสภาพแวดล้อม
6. มีความภูมิใจในสมณเพศและจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ
7. มีความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมความเจริญแก่ชุมชน
คุณลักษณะเหล่านี้คือ “ดัชนีชี้วัด” (KPI) ที่สำคัญที่สุดของการประกันคุณภาพการศึกษาสงฆ์ ซึ่งมุ่งเน้นความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วย “ปัญญาพุทธธรรม”
บทสรุป: สะพานเชื่อมศรัทธาสู่มาตรฐานสากล
การวางมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรมตามกฎหมายใหม่นี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบการศึกษาตามประเพณีไปสู่ระบบการศึกษาที่มีการตรวจสอบและรับรองวิทยฐานะอย่างเป็นระบบ การที่ผู้สำเร็จการศึกษาในแผนกต่างๆ ได้รับการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่าการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับปริญญาตรี (ป.ธ. 9) นั้น เป็นผลมาจากกระบวนการประกันคุณภาพท่ีเข้มงวดนี้เอง
ในท้ายที่สุด มาตรฐานเหล่านี้จะส่งผลให้พุทธศาสนาไทยมี “ศาสนทายาท” ที่มีความรู้คู่คุณธรรม พร้อมที่จะเผยแผ่หลักธรรมอย่างถูกต้องและทรงพลังในโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างามและยั่งยืน

