ศักดิ์และสิทธิแห่งปัญญาพุทธ: การคุ้มครองวิทยฐานะและเครื่องหมายวิทยฐานะของคณะสงฆ์ไทย
ท่ามกลางการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยครั้งสำคัญ สาระสำคัญประการหนึ่งที่มักถูกมองข้ามแต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกียรติภูมิของศาสนทายาท คือการรับรองและคุ้มครอง “ตัวตนทางวิชาการ” ของพระภิกษุสามเณรผู้สำเร็จการศึกษา การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอน แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังทางกฎหมายที่คุ้มครองวิทยฐานะและเครื่องหมายแห่งความสำเร็จทางธรรมวินัยไว้อย่างเข้มงวด เพื่อธำรงไว้ซึ่งศรัทธาและความถูกต้องในสังฆมณฑล
มิติใหม่แห่งการรับรองวิทยฐานะ: จากศรัทธาสู่กฎหมาย
ในอดีต การศึกษาพระปริยัติธรรมอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะภายในพุทธจักร แต่ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ รัฐได้เข้ามามีบทบาทในการอุปถัมภ์และรับรองวิทยฐานะอย่างเป็นระบบ ตามมาตรา 21 ถึง 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ระบุการเทียบระดับความรู้ไว้อย่างชัดเจน เช่น ผู้สำเร็จนักธรรมเอกมีวิทยฐานะเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น, ผู้สำเร็จเปรียญธรรม 3 ประโยคเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับสูงสุดคือ เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ. 9) ที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะในระดับปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ
การที่กฎหมายระบุวิทยฐานะไว้อย่างชัดแจ้งเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานวิชาการของสงฆ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและสากล โดยมี คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นผู้รักษาเกณฑ์และมาตรฐานดังกล่าวให้คงความศักดิ์สิทธิ์
การตราเครื่องหมายและสัญลักษณ์: ตราประทับแห่งเกียรติยศ
ความโดดเด่นของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่อำนาจในการกำหนด “เครื่องหมายวิทยฐานะ” ตามมาตรา 26 ซึ่งคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดให้มีเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละระดับได้ นอกจากนี้ มาตรา 27 ยังให้อำนาจแก่สถานศึกษาพระปริยัติธรรมในการกำหนดตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ประจำสถาบันของตนเอง
เงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายระบุไว้คือ เครื่องหมายและสัญลักษณ์เหล่านี้ “ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา” เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายและเป็นการประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องหมายบนจีวรหรือสัญลักษณ์บนพัดยศเปรียญไม่ใช่เพียงเรื่องของประเพณีอีกต่อไป แต่คือสัญลักษณ์ทางกฎหมายที่รัฐให้การรับรองศักดิ์และสิทธิของผู้ถือครอง
มาตรการคุ้มครองและบทลงโทษ: เกราะป้องกันการแอบอ้าง
เพื่อให้วิทยฐานะสงฆ์ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และป้องกันมิจฉาชีพที่อาจนำความน่าเชื่อถือทางศาสนาไปใช้ในทางมิชอบ มาตรา 28 จึงได้บัญญัติบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนและรุนแรง โดยระบุว่า ผู้ใดใช้เครื่องหมายวิทยฐานะ ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมโดยไม่มีสิทธิ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา หรือวิทยฐานะโดยที่ตนไม่มีสิทธิ เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนมีสิทธินั้น
บทลงโทษสำหรับพฤติกรรม “สวมรอยทางวิชาการสงฆ์” นี้ คือการ ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองบุคคลที่แต่งกายเลียนแบบสงฆ์หรือแอบอ้างวุฒิการศึกษาทางธรรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
บทสรุป: ศักดิ์ศรีที่มาพร้อมความรับผิดชอบ
การคุ้มครองวิทยฐานะและเครื่องหมายวิทยฐานะตามกฎหมายใหม่นี้ คือการยืนยันว่า “ปัญญาพุทธธรรม” มีมูลค่าและเกียรติยศทางกฎหมายที่ไม่สามารถลบหลู่หรือแอบอ้างได้ สำหรับศาสนทายาทรุ่นใหม่ วิทยฐานะเหล่านี้คือเครื่องยืนยันความพากเพียรในการศึกษาพระไตรปิฎก และสำหรับพุทธศาสนิกชน มาตรการคุ้มครองเหล่านี้คือกลไกการตรวจสอบที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่า ผู้อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์นั้นคือผู้ทรงความรู้คู่คุณธรรมอย่างแท้จริง
การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตามที่ระบุใน คู่มือพระสังฆาธิการ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสง่าราศี และมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและแอบอ้างชื่อศาสนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

