วิกฤตศรัทธาบนรอยต่อแห่งความขาดแคลน: วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมในวัดยากจน

ในท่ามกลางความรุ่งโรจน์ของพุทธจักรไทยภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาครั้งใหญ่ด้วย พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานวิชาการสงฆ์สู่ระดับสากล ทว่าในอีกด้านหนึ่งของสังฆมณฑล ยังมีวัดอีกจำนวนมากที่ถูกจัดว่าเป็น “วัดยากจน” หรือวัดในถิ่นทุรกันดารที่กำลังเผชิญกับพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมในกลุ่มวัดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อการสร้าง “ศาสนทายาท” ในอนาคต

มาตรฐานที่สูงขึ้นกับทรัพยากรที่จำกัด

ตามกฎหมายใหม่ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมต้องมุ่งเน้นความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรมและต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ มาตรฐานเหล่านี้มาพร้อมกับเงื่อนไขการบริหารจัดการที่เข้มงวด เช่น การจัดทำบัญชี การตรวจสอบภายใน และการรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

สำหรับวัดยากจน การปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้ถือเป็น “โจทย์หิน” เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและการเงิน แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้รัฐอุดหนุนงบประมาณตามความเหมาะสมและจำเป็น แต่ในทางปฏิบัติ งบประมาณเหล่านี้มักถูกจัดสรรตามจำนวนผู้เรียนหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งวัดยากจนในพื้นที่ห่างไกลมักเสียเปรียบในเชิงปริมาณตัวเลข

วิทยฐานะและบุคลากร: ช่องว่างที่ยังรอการเติมเต็ม

การที่กฎหมายรับรองวิทยฐานะให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเทียบวุฒิสามัญได้ เป็นแรงจูงใจที่ดีในการดึงดูดศาสนทายาท ทว่าวัดยากจนกลับประสบปัญหาในการดึงดูด “ผู้ปฏิบัติงานสอน” ที่มีคุณภาพ แม้กฎหมายจะกำหนดให้ครูสอนพระปริยัติธรรมมีสิทธิได้รับเงินเดือนและสวัสดิการที่เหมาะสม แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่และสิ่งอำนวยความสะดวกในวัดที่ขาดแคลน ทำให้การสรรหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งทางธรรมและทางโลกไปประจำในพื้นที่ห่างไกลเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

เงื่อนไขการเลื่อนฐานะ: กับดักของวัดยากจน

ในมิติของการปกครองสงฆ์ การจัดการศึกษาถือเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญของวัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกณฑ์การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็น “พระอารามหลวง” ซึ่งกำหนดว่าวัดต้องมีการจัดการศึกษาแผนกธรรมและบาลี และต้องแสดงสถิติผลการจัดการศึกษาย้อนหลังถึง 5 ปี

เงื่อนไขนี้กลายเป็น “กับดัก” สำหรับวัดยากจน เพราะหากวัดไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะเริ่มจัดการศึกษาคุณภาพสูงได้ตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะได้รับพระบรมราชูปถัมภ์หรือการสนับสนุนเพิ่มเติมในฐานะพระอารามหลวงก็น้อยลงตามไปด้วย เกิดเป็นวัฏจักรแห่งความขาดแคลนที่ยากจะก้าวข้าม

กลไกพึ่งพาตนเอง: กองทุน “วัดช่วยวัด”

เพื่อบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำ มหาเถรสมาคมจึงได้วางระเบียบว่าด้วย กองทุน “วัดช่วยวัด” เพื่อให้การช่วยเหลือในด้านการศาสนศึกษาและการสาธารณูปการแก่วัดที่ประสบปัญหา กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนการดำเนินงานของวัดยากจนหรือวัดที่ประสบภัย เพื่อให้การเผยแผ่พระธรรมวินัยไม่หยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม ทุนทรัพย์ของกองทุนนี้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคเงินนิตยภัตของพระสังฆาธิการ ซึ่งอาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนวัดที่ต้องการความช่วยเหลือทั่วประเทศ การบริหารจัดการกองทุนจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่ยั่งยืนมากกว่าการเยียวยาเพียงชั่วคราว

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ปัญหาอุปสรรคของการศึกษาพระปริยัติธรรมในวัดยากจน คือภาพสะท้อนของความท้าทายในการนำระบบนิติรัฐมาใช้กับพุทธจักร การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการมองสถานศึกษาเหล่านี้ในฐานะ “ผู้เสียสละ” ในพื้นที่ห่างไกล รัฐและคณะสงฆ์ส่วนกลางควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณในลักษณะ “พื้นที่พิเศษ” หรือเพิ่มค่าตอบแทนและวิทยฐานะให้แก่บุคลากรที่ยอมสละความสะดวกสบายไปปฏิบัติหน้าที่ในวัดที่ยากลำบาก

เพื่อให้ ปัญญาพุทธธรรม สามารถหยั่งรากลึกได้ในทุกพื้นที่ของสังคมไทย ไม่ว่าจะอยู่ในใจกลางเมืองหรือในหุบเขาอันห่างไกล โดยไม่มีคำว่า “ความยากจน” มาเป็นกำแพงขวางกั้นแสงแห่งธรรม

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *