คุรุศาสนทายาทแห่งศตวรรษที่ 21: วิเคราะห์เจาะลึกสิทธิและหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานสอนในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม

การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับวิทยฐานะของผู้เรียน แต่ยังได้วางรากฐาน “ความเป็นวิชาชีพ” ให้แก่ผู้ขับเคลื่อนการเรียนการสอน หรือ “ผู้ปฏิบัติงานสอน” โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ และธรรมาภิบาลไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติและคงความบริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสถานะทางกฎหมาย สิทธิที่พึงมี และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติของคุรุสงฆ์ในยุคปัจจุบัน

การนิยามและสถานะ: ใครคือผู้ปฏิบัติงานสอน?

ภายใต้มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ได้จำแนกประเภทบุคลากรในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมไว้อย่างชัดเจน โดย “ผู้ปฏิบัติงานสอน” หมายรวมถึง ครูสอนพระปริยัติธรรม และ ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

การระบุสถานะนี้ในกฎหมายมีผลเป็นการรับรอง “ตัวตน” ของครูพระและครูฆราวาสในระบบการศึกษาสงฆ์ ให้มิใช่เพียงอาสาสมัครตามศรัทธาอีกต่อไป แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีระเบียบกฎหมายรองรับ มีสายงานบังคับบัญชา และมีมาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพที่ต้องรักษา

สิทธิและสวัสดิการ: ความมั่นคงบนเส้นทางวิชาการสงฆ์

หัวใจสำคัญที่กฎหมายใหม่มอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานสอน คือการสร้างมาตรฐานความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา 12 (7) โดยกำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมมีอำนาจกำหนดมาตรฐานกลางในการบริหารงานบุคคล ซึ่งครอบคลุมสิทธิดังนี้:

1. ค่าตอบแทนที่เหมาะสม: สิทธิในการได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินวิทยฐานะ โดยมาตรฐานเหล่านี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

2. สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล: สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ที่เหมาะสมกับภาระหน้าที่ ซึ่งรัฐอุดหนุนงบประมาณให้ตามความจำเป็น

3. ความก้าวหน้าในวิชาชีพ: มีระบบการสรรหา การบรรจุ และการแต่งตั้งที่โปร่งใส รวมถึงการได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

สิทธิเหล่านี้คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้เสียสละในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

หน้าที่และพันธกิจ: มากกว่าการสอนคือการสร้าง “ปัญญาพุทธธรรม”

เมื่อได้รับสิทธิที่มั่นคง หน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้จึงมีความเข้มข้นสอดคล้องกัน โดยผู้ปฏิบัติงานสอนมีภารกิจหลักตามมาตรา 16 และ 17 ดังนี้:

การจัดการเรียนรู้อย่างเป็นเลิศ: ต้องถ่ายทอดวิชาการทางพระพุทธศาสนาให้ผู้เรียนเกิดความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วย “ปัญญาพุทธธรรม” สอดคล้องกับหลักธรรมในพระไตรปิฎกและมาตรฐานการศึกษาของชาติ

การบ่มเพาะคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ผู้ปฏิบัติงานสอนมีหน้าที่โดยตรงในการปลูกฝังคุณลักษณะ 7 ประการให้แก่ศิษย์ อาทิ การสร้างนิสัยใฝ่หาความรู้ การเคร่งครัดในวินัยสงฆ์ และการสร้างจิตสำนึกพลเมืองที่ดีของสังคม

การยอมรับการประเมินผล: ตามมาตรา 20 ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้ารับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อประกันคุณภาพการศึกษาและรักษามาตรฐานวิชาชีพ

วินัยและธรรมาภิบาล: เกราะคุ้มครองศรัทธา

เพื่อให้การจัดการศึกษาสงฆ์เป็นไปอย่างโปร่งใส กฎหมายกำหนดหน้าที่ในการรักษาวินัยและการถูกตรวจสอบไว้ด้วย ผู้ปฏิบัติงานสอนต้องอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบภายในและการทำบัญชี เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณอุดหนุนจากรัฐถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาอย่างแท้จริง หากมีการกระทำผิดวินัย กฎหมายได้วางกลไกการลงโทษ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ไว้อย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานการบริหารงานบุคคลยุคใหม่

บทสรุป: สะพานเชื่อมศรัทธาสู่ปัญญาที่ยั่งยืน

สิทธิและหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานสอนตามกฎหมายใหม่นี้ คือกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการศึกษาสงฆ์ไปสู่ “ความเป็นมืออาชีพ” ที่ยังคงไว้ซึ่ง “อุดมการณ์ทางธรรม” การที่ครูพระและครูในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมได้รับสิทธิที่เหมาะสมควบคู่ไปกับหน้าที่ที่ชัดเจน จะส่งผลให้การสร้างศาสนทายาทรุ่นใหม่เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เพียบพร้อมด้วยความรู้ทางพุทธศาสตร์และทักษะการดำเนินชีวิตในโลกสมัยใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของวิชาชีพผู้ปฏิบัติงานสอน ย่อมหมายถึงความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในการส่งต่อแสงแห่งปัญญาไปสู่สังคมไทยและสังคมโลกอย่างสง่างามสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *