พุทธจักรในเขตป่า: เจาะลึกนิติวิธีและทางออกกรณีวัดทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติ

ในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคมไทย “วัด” และ “ป่า” มีความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนานนับแต่อดีต ทว่าเมื่อบริบทของรัฐสมัยใหม่นำมาซึ่งการจัดระเบียบที่ดินผ่านตัวบทกฎหมาย ความพร่าเลือนระหว่างสิทธิครอบครองตามจารีตพุทธจักรและเขตอำนาจตามกฎหมายอาณาจักรได้กลายเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างวัดและเขตป่าสงวนแห่งชาติ

บทความนี้จะพาคุณไปสแกนร่องรอยทางกฎหมายและคำวินิจฉัยระดับประเทศ เพื่อวิเคราะห์หาจุดสมดุลระหว่างการดำรงอยู่ของศรัทธากับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติภายใต้หลักนิติรัฐ


๑. ปมขัดแย้งเชิงโครงสร้าง: เมื่อ “เขตธรรม” ทับซ้อน “เขตป่า”

ปัญหาหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพของพุทธอาณาจักรในป่า มักเกิดจากความเหลื่อมล้ำของห้วงเวลาในการประกาศสถานะทางกฎหมาย หลายกรณีพระภิกษุและชุมชนได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่สัปปายะมานานหลายทศวรรษ ก่อนที่จะมีการตรา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ หรือก่อนการประกาศเขตป่าสงวนในพื้นที่นั้นๆ เสียอีก

ตามหลักนิติศาสตร์ที่วางไว้โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ ๑๗๘/๒๕๒๖) ระบุว่า หากวัดเข้าครอบครองพื้นที่โดยเจตนาเป็นเจ้าของมา “ก่อน” การประกาศเขตป่าสงวน พื้นที่นั้นย่อมมีสถานะเป็น “ที่วัด” หรือ “ที่ธรณีสงฆ์” โดยชอบตามกฎหมายคณะสงฆ์ทันที ทว่าความท้าทายในโลกความเป็นจริงคือการขาดเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน (เช่น ส.ค. ๑) ทำให้เกิดการประกาศเขตป่าทับซ้อนพื้นที่เดิมของวัด นำไปสู่ข้อหา “รุกล้ำพื้นที่ป่า” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


๒. บรรทัดฐานทางกฎหมาย: สิทธิของพุทธจักรเหนือการประกาศทางทะเบียน

จากการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรณีศึกษาที่สำคัญ เช่น วัดตะเคียนงาม จังหวัดระยอง) ได้วางบรรทัดฐานที่น่าสนใจไว้ว่า

“หากที่ดินมีสภาพเป็นที่ธรณีสงฆ์อยู่ก่อนการออกกฎกระทรวงกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินนั้นย่อมมิได้มีสภาพเป็นป่าตามนิยามของกฎหมายป่าไม้ที่จะต้องสงวนรักษาอีกต่อไป”

นัยสำคัญนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิทธิทางธรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จริง (De Facto) มีศักดิ์เหนือการประกาศทางทะเบียนในภายหลัง กรมป่าไม้จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินซึ่งเป็นสมบัติของศาสนาอยู่ก่อนแล้วไปประกาศเป็นเขตป่าสงวนฯ อย่างไรก็ตาม ภาระการพิสูจน์สิทธิย้อนหลังหลายทศวรรษยังคงเป็นโจทย์ยากสำหรับพระสังฆาธิการและไวยาวัจกรในพื้นที่


๓. กลยุทธ์ “๓ โมเดล” เพื่อการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ

เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน มหาเถรสมาคมร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วางแนวทางจำแนกที่พักสงฆ์หรือวัดในพื้นที่ป่าออกเป็น ๓ รูปแบบหลัก ดังนี้

  1. กลุ่มพื้นที่เปราะบาง (Strict Enforcement): ที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติชั้นใน หรือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง กลุ่มนี้จำเป็นต้องมีการผลักดันออกจากพื้นที่เพื่อรักษาความมั่นคงทางทรัพยากร
  2. กลุ่มผู้พิทักษ์ป่า (Co-Management): มุ่งเน้นวัดในเขตป่าสงวนที่เสื่อมโทรม โดยให้วัดทำหน้าที่เป็น “แนวหน้า” ในการปลูกป่าเสริม รักษาแหล่งน้ำ และถ่ายทอดหลักธรรมเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติแก่ชุมชน เป็นการบูรณาการ พุทธศาสนากับนิเวศวิทยา อย่างเป็นรูปธรรม
  3. กลุ่มนิติบุคคลสมบูรณ์ (Formalization): สำหรับวัดที่ตั้งอยู่ก่อนการประกาศเขตป่า หรืออยู่ในพื้นที่ที่ผ่อนผันได้ ให้เร่งดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดตามกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อยกระดับสถานะเป็นนิติบุคคลที่ได้รับรองสิทธิตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์

๔. กลไก “วัดช่วยวัด” และการสนับสนุนจากภาคเอกสิทธิ์

สำหรับวัดในพื้นที่ทุรกันดารที่ต้องเผชิญกับขั้นตอนทางกฎหมายอันซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง มหาเถรสมาคมได้ตรา ระเบียบว่าด้วยกองทุน “วัดช่วยวัด” พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อเป็นกลไกในการส่งผ่านทรัพยากรจากอารามที่มีความพร้อมไปสู่วัดที่ประสบปัญหาในพื้นที่ห่างไกล กองทุนนี้ไม่เพียงสนับสนุนด้านการสาธารณูปการ แต่ยังเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สำคัญในการจัดการเรื่องที่ดินและการพิสูจน์สิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อลดช่องว่างความขัดแย้งกับหน่วยงานภาครัฐ


บทสรุป: ก้าวต่อไปของศรัทธาภายใต้ร่มเงาแห่งป่า

การแก้ไขปัญหาที่ดินวัดในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการช่วงชิงกรรมสิทธิ์ แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจเชิงโครงสร้าง” ระหว่างรัฐและคณะสงฆ์ แนวทางที่เป็นธรรมที่สุดคือการยึดถือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับการมอบบทบาทใหม่ให้วัดเป็น “ผู้บริบาลป่า” ตามหลักธรรมวินัย

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *