นิติวิธีปกป้องพุทธจักร: วิเคราะห์นัยสำคัญของระบบทะเบียนและสถานะนิติบุคคลต่อความมั่นคงของศาสนสมบัติไทย
ในภูมิทัศน์ทางสังคมของประเทศไทย “วัด” มิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจหรือพื้นที่ประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ในมิติของนิติศาสตร์ วัดทรงสถานะเป็น “นิติบุคคล” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งส่งผลให้วัดมีสิทธิและหน้าที่ในการถือครอง “ศาสนสมบัติ” ในรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ท่ามกลางการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) และความต้องการพื้นที่เชิงพาณิชย์ การบริหารจัดการพื้นที่ของวัด โดยเฉพาะที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ที่มีผู้เช่าอยู่อาศัยเดิม จึงกลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนทั้งในมิติทางนิติศาสตร์และจริยศาสตร์
เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล มหาเถรสมาคมจึงได้วาง ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารในที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัดอันมีผู้เช่าอยู่ พ.ศ. ๒๕๓๗ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระศาสนา โดยไม่ละเลยสิทธิและมนุษยธรรมต่อผู้เช่าเดิม บทความนี้จะนำท่านไปวิเคราะห์นิติวิธีและโมเดลการบริหารจัดการพื้นที่แห่งศรัทธาในโลกยุคใหม่นี้
๑. เจตนารมณ์ของระเบียบ: การเปลี่ยนผ่านจากที่อยู่อาศัยสู่พื้นที่เชิงพาณิชย์
ระเบียบฉบับปี ๒๕๓๗ ถูกตราขึ้นเพื่อรองรับกรณีที่วัดมีความประสงค์จะปรับปรุงพื้นที่ดินซึ่งมีผู้เช่าอยู่เดิม ให้กลายเป็นอาคารพาณิชย์หรือสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ถาวรเพื่อนำมาทำนุบำรุงวัด หัวใจสำคัญของระเบียบนี้คือการกำหนด “โมเดลการบริหาร” ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างวัดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ และฆราวาสในฐานะผู้เช่าที่ผูกพันกับพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยยึดหลักดุลยภาพระหว่าง “ผลประโยชน์ของพระศาสนา” และ “ความอยู่รอดของชุมชน”
๒. โมเดลการดำเนินงาน: ๒ ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์
ตามระเบียบข้อ ๔ ได้จำแนกแนวทางการปลูกสร้างอาคารใหม่ไว้เป็น ๒ รูปแบบหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินและความต้องการของทั้งสองฝ่าย ดังนี้
| ลักษณะการดำเนินงาน | โมเดลที่ ๑: วัดดำเนินการเอง | โมเดลที่ ๒: ผู้เช่าดำเนินการเอง |
| การลงทุน | วัดเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารเอง | ผู้เช่าเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารเอง |
| เงื่อนไขสำหรับผู้เช่า | ผู้เช่าเดิม/บุคคลภายนอก บริจาค “ค่าปลูกสร้าง” ตามราคาอาคารที่กำหนด | ผู้เช่าต้องโอนกรรมสิทธิ์อาคารให้วัดทันทีเมื่อสร้างเสร็จ |
| สิทธิการเช่า | ได้สิทธิเช่าตามจำนวนปีที่ตกลงกันตามความเหมาะสม | ได้สิทธิเช่าระยะยาวตามสัญญาเพื่อคืนทุนและสร้างผลกำไร |
| การสนับสนุน | หากบริจาค “ค่าบำรุงวัด” เพิ่มเติม อาจได้รับการพิจารณาขยายเวลาเช่า | วัดมักช่วยเหลือด้วยการจ่าย “ค่ารื้อถอน” หรือ “ค่าขนย้าย” เพื่อบรรเทาภาระ |
๓. กลไกการแก้ปัญหา: คณะกรรมการ พ.ว.ช. กับการไกล่เกลี่ยเชิงรุก
ความลุ่มลึกของระเบียบฉบับนี้อยู่ที่การจัดตั้งกลไกกลางเพื่อยุติข้อพิพาทอย่างเป็นธรรม ระเบียบข้อ ๖ กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างวัดกับผู้เช่า เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ พ.ว.ช.” ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ถึง ๙ คน ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Mediator) ในการไกล่เกลี่ยเมื่อวัดและผู้เช่าไม่สามารถตกลงเงื่อนไขหรือผลประโยชน์ใหม่ได้
บันทึกสำคัญ: หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล เรื่องจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ มหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อวินิจฉัยเป็นที่สุด หากผู้เช่ายังไม่ยินยอมตามมติ มส. ระเบียบให้อำนาจวัดดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมตินั้นได้ทันที ซึ่งถือเป็นกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลที่รัดกุม
๔. การบริหารสัญญาและนิตยภัต: ความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้าง
การจัดการอาคารในที่ดินวัดต้องสอดประสานกับ กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสและการจัดทำบัญชีที่เป็นระบบ เจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนวัดมีหน้าที่กวดขัน ไวยาวัจกร ให้ดูแลการจัดเก็บค่าเช่าให้เป็นไปตามมูลค่าปัจจุบันของสภาพท้องถิ่น และต้องจัดทำสัญญาเช่าให้ถูกต้องตาม มาตรา ๔๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ในมิติของบุคลากร นิตยภัต หรือเงินงบประมาณสนับสนุนที่รัฐถวายแก่พระสังฆาธิการ ยังเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการวัดให้เรียบร้อย รวมถึงการจัดการข้อพิพาทเรื่องที่ดินเหล่านี้ให้เกิดความสงบสุขและประโยชน์สูงสุดแก่สังฆมณฑล
บทสรุป: ธรรมาภิบาลบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ระเบียบการปลูกสร้างอาคารในที่ดินวัดที่มีผู้เช่าตามระเบียบ พ.ศ. ๒๕๓๗ คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ “พุทธจักร” สามารถบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ เพื่อนำเงินมาเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเผยแผ่ศาสนา โดยที่ยังคงรักษาหลัก “เมตตาธรรม” ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยและการคุ้มครองสิทธิผู้เช่าเดิม
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองเข้ามา การเข้าใจระเบียบนี้จะช่วยให้เห็นว่า วัดไม่ใช่เพียงพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่เป็นองค์กรที่มีระบบกฎหมายรองรับ มีการถ่วงดุลอำนาจ และมีธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากร เพื่อให้พื้นที่ของศาสนาเป็นประโยชน์ต่อทั้งความมั่นคงของพระพุทธศาสนาและประโยชน์สุขของสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน

