นิติวิธีพุทธจักร: วิเคราะห์ผลพวงทางกฎหมายและสถานภาพทางธรรมเมื่อพระภิกษุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

ในระบอบนิติรัฐ ของประเทศไทย พระภิกษุมิได้ดำรงสถานะเพียงพุทธบุตรภายใต้ร่มเงาแห่งพระธรรมวินัยเท่านั้น หากแต่ในมิติทางกฎหมาย ทรงมีสถานะเป็นพลเมืองภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญาแผ่นดิน และในกรณีที่ดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ ยังมีสถานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อีกด้วย

เมื่ออุบัติกรณีที่พระภิกษุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ผลลัพธ์ที่ตามมามิได้จำกัดเพียงการสูญเสียอิสรภาพทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมณสารูปและสถานภาพทางนิตินัยในสังฆมณฑลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างทางกฎหมายและระเบียบมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลุ่มลึกในจุดตัดระหว่าง “อาณาจักร” และ “พุทธจักร”


๑. การสิ้นสุดแห่งอำนาจปกครองและตำแหน่งหน้าที่ทางบริหาร

โดยผลของกฎหมายและระเบียบมหาเถรสมาคม การถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดถือเป็น “เหตุแห่งการขาดคุณสมบัติ” ที่รุนแรง ส่งผลให้พระภิกษุรูปนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งทางการปกครองและคณะกรรมการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และสง่างาม (Integrity) ของสถาบันสงฆ์ ดังปรากฏหลักฐานในกฎระเบียบสำคัญ อาทิ

  • มิติทางการศึกษา: ตาม พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ (๗) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิย่อมพ้นจากตำแหน่งทันทีเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
  • มิติการบริหารจัดการศาสนสมบัติ: ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วย กองทุน “วัดช่วยวัด” พ.ศ. ๒๕๖๒ และระเบียบว่าด้วย โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่างบัญญัติในทิศทางเดียวกันถึงการพ้นจากตำแหน่งกรรมการเมื่อต้องโทษจำคุก
  • มิติการเผยแผ่และปฏิบัติธรรม: ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วย สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๗ ย้ำเตือนเกณฑ์มาตรฐานนี้เช่นกัน เว้นแต่จะเป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ

บรรทัดฐานเหล่านี้นับเป็น “ตะแกรงร่อน” ทางกฎหมายที่มุ่งเน้นความโปร่งใสในการบริหารศาสนกิจส่วนรวม หากบุคคลใดมัวหมองด้วยโทษทัณฑ์ทางอาญา ย่อมขาดความชอบธรรมในการนำพาองค์กรพุทธศาสนาสืบไป


๒. การสละสมณเพศ: ภาวะจำยอมแห่งวิถีพรหมจรรย์ภายใต้อาณัติแห่งอาญาแผ่นดิน

ในมิติทางนิติศาสตร์ การที่พระภิกษุต้องเข้าสู่กระบวนการคุมขังในเรือนจำ ก่อให้เกิดสภาวะที่ขัดกัน (Conflict) ระหว่างการรักษาพระธรรมวินัยและระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เนื่องจากสภาพการณ์ในเรือนจำมิอาจเอื้ออำนวยให้สมาทานธุดงควัตรหรือรักษาศีลปาติโมกข์ได้อย่างสมบูรณ์ (อาทิ การพินทุผ้า การรับประทานอาหารในเวลาที่กำหนด หรือการทำสังฆกรรมร่วมกับหมู่คณะ)

ด้วยเหตุนี้ ตาม กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจย่อมดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้น “สละสมณเพศ” ก่อนการบังคับโทษ การสละสมณเพศในกรณีนี้จึงมิใช่เพียงเรื่องทางวินัยสงฆ์ แต่เป็นขั้นตอนเชิงสถาบันเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะคฤหัสถ์อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายบ้านเมือง


๓. มาตรการเชิงรุกในการคัดกรองและรักษาความมั่นคงแห่งพระศาสนา

มหาเถรสมาคมได้ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อป้องกันมิให้อลัชชีหรือมิจฉาชีพใช้ร่มกาสาวพัสตร์เป็นเกราะกำบังการกระทำผิด ดังปรากฏใน มติมหาเถรสมาคมที่ ๑/๒๕๖๒ และ ๘/๒๕๖๒ ที่กำหนดให้มีการตรวจสอบประวัติผ่านเลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก โดยประสานความร่วมมือเชิงบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มาตรการนี้สถาปนาหน้าที่โดยตรงให้แก่ พระสังฆาธิการและพระอุปัชฌาย์ ในฐานะผู้คัดกรองด่านแรก หากพระสังฆาธิการละเลยหรือย่อหย่อนในการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้อยู่ในปกครอง จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ย่อมมีความผิดฐาน “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ” ซึ่งเป็นโทษทางปกครองที่รุนแรงเช่นกัน


บทสรุป

ผลทางกฎหมายเมื่อพระภิกษุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก คือประจักษ์พยานว่าสถาบันสงฆ์ไทยมิได้ดำรงอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของรัฐ กฎหมายทำหน้าที่พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธจักรผ่านการขจัดบุคลากรที่ขาดคุณสมบัติ ขณะเดียวกันพระธรรมวินัยก็ทำหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ของพรหมจรรย์ผ่านกลไกการสละสมณเพศ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *