สถาปัตยกรรมแห่งสันติภาพ: วิเคราะห์เชิงนิติศาสตร์และสังคมวิทยาว่าด้วยโครงการ “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” ในฐานะกลไกสร้างความปรองดองสมานฉันท์แห่งชาติ
ท่ามกลางพลวัตแห่งความเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมและอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย “ความปรองดองสมานฉันท์” ได้ทวีความสำคัญในฐานะวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนแสวงหาเครื่องมือเชิงประจักษ์มาปรับใช้เพื่อสถาปนาสันติภาพที่ยั่งยืน ในมิติของพุทธจักรไทย มหาเถรสมาคมได้เล็งเห็นถึงพลังอำนาจแห่ง “ศีล” ในฐานะบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ที่สามารถเชื่อมร้อยความแตกต่างและลดทอนความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ตรา “ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ‘หมู่บ้านรักษาศีล ๕’ พุทธศักราช ๒๕๖๕” ขึ้น
บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างทางกายภาพ วัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ และนวัตกรรมทางสังคมของโครงการนี้ ในฐานะกลไกสำคัญที่มุ่งหวังจะปฏิรูปสังคมไทยด้วยสันติวิถี
๑. เจตนารมณ์และนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์: มากกว่าเพียงพุทธบัญญัติ
โครงการ “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” มิได้จำกัดวงอยู่เพียงการส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนสมาทานศีลตามขนบจารีตเท่านั้น แต่ยังมี “หน้าที่แฝง” (Latent Function) ในเชิงรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาที่ลุ่มลึก โดยระเบียบมหาเถรสมาคมได้วางหมุดหมายสำคัญไว้ ๔ ประการหลัก
- การธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลัก: เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและอัตลักษณ์ของชาติ
- การบูรณาการความสามัคคี: มุ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในระดับชุมชน ผ่านกิจกรรมส่วนร่วมที่ลดทอนกำแพงแห่งความคิดเห็นที่แตกต่าง
- สถาปนาสันติภาพแห่งรัฐ: ส่งเสริมความสงบสุขร่มเย็นในระดับฐานราก เพื่อเป็นรากฐานสนับสนุนเสถียรภาพของประเทศในภาพรวม
- การประยุกต์พุทธธรรมในวิถีชีวิต: เปลี่ยนผ่านหลักธรรมจากนามธรรมสู่รูปธรรม เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตท่ามกลางความท้าทายของยุคสมัย
๒. โครงสร้างการปกครองสงฆ์และภาครัฐ: กลไกประประสานงานแบบบูรณาการ
ความสำเร็จของโครงการนี้วางอยู่บนระบบการบริหารจัดการเชิงสถาบันที่ครอบคลุม (Multi-level Governance) ซึ่งมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างพุทธจักรและอาณาจักร
- ระดับนโยบาย (Policy Level): คณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคมและผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
- ระดับปฏิบัติการ (Execution Level): การกระจายอำนาจผ่านคณะกรรมการระดับหน (ภาคใหญ่) จังหวัด อำเภอ ไปจนถึงระดับหมู่บ้านและท้องถิ่น
โครงสร้างนี้สะท้อนถึงการนำโมเดล “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน/ราชการ) มาปรับใช้ในมิติใหม่ โดยยกระดับให้วัดเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบสังคมอย่างแท้จริง
๓. นวัตกรรมทางสังคมและกลไกเชิงยุทธศาสตร์
ระเบียบใหม่ปี ๒๕๖๕ ได้ยกระดับโครงการสู่การเป็น “ระบบงานวิชาการและสังคม” (Systematic Approach) เริ่มตั้งแต่การศึกษากระบวนทัศน์และความต้องการของพื้นที่ การวิเคราะห์จารีตประเพณีท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดทำแผนงานที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีการสถาปนา “โครงสร้างแรงจูงใจ” (Incentive Structure) ผ่านการประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและหมู่บ้านที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นเลิศ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายทางจิตวิทยาในการสร้างความภาคภูมิใจและกระตุ้นให้เกิดความต่อเนื่องในการสร้างพื้นที่สีขาวในสังคม
๔. เสถียรภาพและความยั่งยืน: กองทุนหมู่บ้านรักษาศีล ๕
เพื่อให้โครงการดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ระเบียบข้อ ๓๕ ได้บัญญัติให้มีการจัดตั้ง “กองทุนหมู่บ้านรักษาศีล ๕” เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทางการเงินที่มั่นคง การจัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของคณะสงฆ์ไทยในการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานเชิงนโยบายระยะสั้นไปสู่ภารกิจเชิงพันธกิจที่มีระบบบริหารจัดการที่เป็นสากลและพึ่งพาตนเองได้
บทสรุป: ศีล ๕ กับอนาคตแห่งความสมานฉันท์
โครงการ “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” ตามระเบียบมหาเถรสมาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ จึงเป็น “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและศรัทธาเป็นรากฐานในการเยียวยาความร้าวฉานในสังคมไทย เมื่อศีล ๕ กลายเป็นบรรทัดฐานที่ปฏิบัติร่วมกัน ย่อมหมายถึงการเคารพในสิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน ความถูกต้อง และความสัตย์จริงของเพื่อนร่วมชาติ
นี่คือรากฐานสำคัญที่สุดของ “ความปรองดอง” ที่รัฐไม่อาจสร้างได้เพียงด้วยตัวบทกฎหมาย แต่ต้องสถาปนาขึ้นด้วยสันติธรรมในจิตใจของพุทธบริษัททุกคน เพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนสืบไป

