อารามพิสุทธิ์: วิเคราะห์นิติวิธีและมติมหาเถรสมาคมในการสถาปนาเขตปลอดบุหรี่และสุราอย่างยั่งยืน

ในมิติทางพระพุทธศาสนา “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงสถาปัตยกรรมทางจิตวิญญาณเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “สัปปายะ” หรือสภาวะแวดล้อมอันเกื้อกูลต่อการยกระดับจิตใจและปัญญาของพุทธบริษัท การรักษาความศักดิ์สิทธิ์และสุขภาวะของศาสนสถานให้สมเจตนารมณ์ดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างที่รัดกุม โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงการบูรณาการระหว่างกฎหมายอาณาจักรและมติคณะสงฆ์ เพื่อสถาปนา “เขตปลอดบุหรี่และสุรา” ให้เป็นปราการคุ้มกันความมั่นคงของพุทธจักรไทยอย่างลุ่มลึก


๑. มาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: นิติศาสตร์พิทักษ์ธรรม

การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในพื้นที่วัดมีรากฐานทางกฎหมายที่เข้มแข็งจาก พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมหาเถรสมาคมได้มีมติรับรองและกำชับให้พระปกครองปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สาระสำคัญทางนิติศาสตร์ระบุไว้ในมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งบัญญัติห้ามดื่มและห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณวัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

นัยสำคัญของข้อกฎหมายนี้มิได้จำกัดเพียงตัวบุคคล แต่หมายรวมถึง “พื้นที่” ทั้งหมดที่เป็นศาสนสมบัติ หากมีการฝ่าฝืนย่อมต้องระวางโทษทางอาญาทั้งจำและปรับ มาตรการนี้ยังถูกยกระดับให้เป็นวาระทางสังคมผ่านการกำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในการลด ละ เลิก อบายมุขภายใต้ร่มเงาแห่งศรัทธา


๒. เขตปลอดบุหรี่: สุขภาวะและการคุ้มครองสมณสารูป

ในส่วนของการควบคุมยาสูบ คณะสงฆ์ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบการจัดเขตปลอดบุหรี่ในวัด ซึ่งมิใช่เพียงคำขอความร่วมมือ แต่เป็นการสนองรับนโยบายสาธารณสุขที่ประกาศให้ “ศาสนสถาน” เป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมดตามกฎหมาย

พระสังฆาธิการในฐานะผู้ปกครองวัดมีหน้าที่โดยตรงในการจัดระเบียบสถานที่ให้สอดคล้องกับข้อกำหนด เช่น การแสดงเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ให้ชัดเจน และการกวดขันมิให้มีการสูบบุหรี่ในบริเวณที่ประกอบศาสนกิจ มาตรการนี้ส่งผลโดยตรงต่อการลดพฤติกรรม “โลกวัชชะ” หรือโทษทางโลกที่ประชาชนพึงติเตียน ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ความสมถะและวิถีแห่งสมณะในยุคสารสนเทศ


๓. บทบาทพระสังฆาธิการ: จากผู้ปกครองสู่การเป็นกลไกบังคับใช้กฎหมาย

หัวใจสำคัญของการบังคับใช้มาตรการเหล่านี้วางอยู่บนบทบาทหน้าที่ของ เจ้าอาวาส ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์มีหน้าที่ในการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติให้เป็นไปด้วยดี รวมถึงสอดส่องดูแลบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมติมหาเถรสมาคม

ความลุ่มลึกของการบริหารจัดการระบุไว้ในคำสั่งพระปกครองชั้นสูงที่กำชับว่า หากพระสังฆาธิการรูปใดมีพฤติการณ์ย่อหย่อนในการสอดส่อง หรือเพิกเฉยต่อการฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องบุหรี่และสุราภายในวัด จะถือว่าผู้นั้น “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง” ซึ่งมีบทลงโทษตั้งแต่การภาคทัณฑ์ไปจนถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุประจักษ์ชัดซึ่งกระทบต่อความสงบเรียบร้อย เจ้าอาวาสสามารถประสานงานกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอาญาได้ทันที


บทสรุป: บูรณาการแห่งศรัทธาและนิติรัฐ

การจัดเขตปลอดบุหรี่และสุราในวัดตามมาตรฐานที่ปรากฏใน คู่มือพระสังฆาธิการ มิใช่เพียงเรื่องการจำกัดสิทธิส่วนบุคคล แต่คือการพิทักษ์ “ความบริสุทธิ์ของศาสนจักร” ให้เป็นที่พึ่งทางสติปัญญาของมหาชนอย่างแท้จริง การผสานระหว่างกฎหมายอาณาจักรที่มีสภาพบังคับชัดเจน และมติคณะสงฆ์ที่มีจริยธรรมเป็นเครื่องกำกับ ย่อมเป็นเครื่องประกันว่าวัดจะยังคงเป็นพื้นที่สัปปายะที่ปลอดภัยจากอบายมุข

ความมั่นคงของพระศาสนาไม่ได้อุบัติขึ้นเพียงจากตัวบทกฎหมายที่เข้มงวด แต่เกิดขึ้นจาก “ศีลปาริสุทธิ” ของผู้อยู่อาศัยและการบริหารจัดการที่โปร่งใสของพระสังฆาธิการ เพื่อให้อารามทุกแห่งเป็นที่ประดิษฐานแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์สืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *