แนวทางการใช้สื่อคอมพิวเตอร์และสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุสามเณร
ในยุคสารสนเทศที่ไร้พรมแดน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกส่วนของสังคมไทย รวมถึงภายในวัดและสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พลวัตนี้ก่อให้เกิดความจำเป็นในการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือสมัยใหม่เพื่อการบริหารจัดการและการเผยแผ่ธรรม กับการรักษา “สมณสารูป” หรือภาพลักษณ์อันดีงามตามพระธรรมวินัย คณะสงฆ์ไทยโดยมหาเถรสมาคมจึงได้กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนผ่านคู่มือพระสังฆาธิการ เพื่อกำกับดูแลการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ของพระภิกษุสามเณรให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่งดงาม บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงขอบเขตและข้อห้ามสำคัญในมิติต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรฐานจริยธรรมสงฆ์ยุคดิจิทัล
๑. ฐานรากทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบรรพชิต
พระภิกษุสามเณรในฐานะพลเมืองไทยย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกระบุไว้เป็นส่วนสำคัญในคู่มือพระสังฆาธิการ กฎหมายฉบับนี้วางบรรทัดฐานความผิดที่บรรพชิตพึงระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ คือการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง
- การตัดต่อภาพ คือการนำเข้าภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้นหรือดัดแปลงในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงหรือได้รับความอับอาย ซึ่งในทางสงฆ์ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อเพศบรรพชิตอย่างยิ่ง
๒. ขอบเขตด้านการศึกษาและความจำเป็นทางวิชาการ
แม้คณะสงฆ์จะมีแนวทางในการกำกับดูแลมิให้พระภิกษุสามเณรเข้าสอบแข่งขันในลักษณะเดียวกับคฤหัสถ์ในบางกรณี แต่กฎหมายสงฆ์ได้เปิดขอบเขตพิเศษสำหรับการศึกษาในศาสตร์สมัยใหม่ที่จำเป็นต่อการพัฒนาศาสนกิจ โดยมีข้อยกเว้นให้สามารถเข้าศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่และการบริหารจัดการ ได้แก่ วิชาเกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีทางการศึกษา
นัยสำคัญของข้อยกเว้นนี้คือการยอมรับว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการศาสนกิจและการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี เพื่อให้ศาสนทายาทมีทักษะในการบริหารจัดการวัดและเผยแผ่พุทธธรรมให้เท่าทันต่อสภาพสังคมปัจจุบัน
๓. ข้อควรระวังและข้อห้ามบนสื่อสังคมออนไลน์
ประเด็นที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างมากคือการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งพระปกครองทุกระดับได้ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลพฤติกรรมในลักษณะ “โลกวัชชะ” หรือการกระทำที่อาจนำไปสู่ข้อติเตียนได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติและข้อห้ามสำคัญดังนี้
- การรักษาความเหมาะสมของกิริยาอาการ ประกอบด้วยการงดเว้นการแสดงออกทางร่างกายหรือวาจาที่ขัดต่อสมณสารูปผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อรักษาความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
- การใช้สื่อในเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การงดเว้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงออกในแนวทางที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ หรือการใช้กิริยาวาจาที่รุนแรง
- การป้องกันพุทธพาณิชย์ที่ไม่เหมาะสม ประกอบด้วยการไม่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะที่มอมเมาประชาชน หรือการแสวงหาลาภสักการะในทางที่ไม่สอดคล้องกับวิถีทางของสมณะ
๔. กลไกการกำกับดูแลและหน้าที่ของพระสังฆาธิการ
เพื่อให้มาตรการเหล่านี้มีผลในทางปฏิบัติ คณะสงฆ์ได้วางระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้
๑. การตรวจสอบคุณสมบัติ มีการใช้ระบบการตรวจสอบประวัติผ่านหมายเลขบัตรประชาชนเพื่อความโปร่งใสและรักษาความบริสุทธิ์ของสังฆมณฑล ๒. ความรับผิดชอบของพระปกครอง พระสังฆาธิการในฐานะผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น มีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลและกวดขันพฤติกรรมของผู้อยู่ในปกครองให้เป็นไปตามระเบียบ หากมีการละเลยต่อหน้าที่ย่อมมีมาตรการทางปกครองตามความเหมาะสม
บทสรุป
ขอบเขตและข้อปฏิบัติในการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ของพระภิกษุสามเณรตามที่ระบุในคู่มือพระสังฆาธิการ มิใช่การปิดกั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมเพื่อให้เครื่องมือเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในฐานะแหล่งผลิตปัญญาและเป็นสะพานเชื่อมโยงหลักธรรมสู่ใจของประชาชนอย่างสง่างาม การดำรงตนให้เคร่งครัดในระเบียบวินัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงของศรัทธาและความงดงามของสังฆมณฑลไทยสืบไป

