แนวทางการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์สำหรับวัดและพุทธศาสนิกชน
ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนสังคม วัดในฐานะนิติบุคคลและศูนย์รวมจิตใจของพุทธบริษัท มิอาจหลีกเลี่ยงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ทว่าท่ามกลางความสะดวกสบายในการเผยแผ่ธรรมและการรับบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กลับปรากฏภัยคุกคามในรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มุ่งเป้าทำลายทั้งศาสนสมบัติและศรัทธาของมหาชน ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พุทธศักราช ๒๕๖๖ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นภารกิจสำคัญของพระสังฆาธิการยุคใหม่ เพื่อสถาปนาเกราะคุ้มกันทางนิติศาสตร์ให้แก่สังฆมณฑลตามแนวทางในคู่มือพระสังฆาธิการ
๑. นิยามและลักษณะของอาชญากรรมเทคโนโลยีต่อศาสนสถาน
ตามนัยแห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พุทธศักราช ๒๕๖๖ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหมายถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์บุคคลหนึ่งบุคคลใด โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ ในบริบทของวัด อาชญากรรมเหล่านี้มักปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างเพจสื่อสังคมออนไลน์ปลอมเพื่อระดมทุน การลักลอบเข้าระบบบัญชีของวัด หรือการใช้ชื่อของวัดในการเปิดบัญชีม้าเพื่อฟอกเงินผิดกฎหมาย
พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินแล้ว ในทางพุทธจักรยังถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสถาบันศาสนาและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งมหาเถรสมาคมได้กำชับให้พระสังฆาธิการกวดขันสอดส่องมิให้พื้นที่หรือชื่อเสียงของวัดถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
๒. ปราการทางกฎหมายในการสกัดกั้นบัญชีม้าและซิมม้า
หนึ่งในมาตรการทางกฎหมายที่สำคัญซึ่งระบุไว้ในคู่มือพระสังฆาธิการ คือบทบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการใช้บัญชีเงินฝากและหมายเลขโทรศัพท์โดยมิชอบ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
- มาตรการเกี่ยวกับบัญชีม้า กฎหมายระบุโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับผู้ที่เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง มาตรการนี้มีความสำคัญยิ่งต่อวัดในการบริหารจัดการบัญชีในนามนิติบุคคล เพื่อป้องกันมิให้ฆราวาสหรือบุคลากรในวัดนำบัญชีของวัดไปใช้ในทางมิชอบ
- มาตรการเกี่ยวกับซิมม้า การจัดหา โฆษณา หรือขายเลขหมายโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนในนามบุคคลอื่นแต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้จริงได้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ ๒ ถึง ๕ ปี ซึ่งทางวัดควรระมัดระวังในการลงทะเบียนซิมการ์ดที่ใช้ในกิจการของวัดให้ถูกต้องตามชื่อนิติบุคคลหรือเจ้าอาวาสผู้มีอำนาจปกครองตามกฎหมาย
๓. ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อวัดเผชิญภัยคุกคามทางเทคโนโลยี
เมื่อวัดหรือพุทธบริษัทพบเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดทางเทคโนโลยี กฎหมายได้วางกลไกการรับมือไว้ดังนี้
๑. การเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูล สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมมีหน้าที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย โดยข้อมูลเหล่านี้ได้รับข้อยกเว้นมิให้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA หากเป็นการกระทำเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
๒. กระบวนการร้องทุกข์ พระสังฆาธิการหรือไวยาวัจกรในฐานะผู้แทนวัด สามารถดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจใดก็ได้ หรือร้องทุกข์ผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
๔. การบูรณาการร่วมกับจริยาพระสังฆาธิการ
มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะกรณีการนำเข้าข้อมูลเท็จอันกระทบต่อความมั่นคง หากพระสังฆาธิการรูปใดขาดความกวดขันในการสอดส่องดูแลจนเกิดการกระทำผิดทางเทคโนโลยีภายในเขตวัด หรือปล่อยให้มีการโฆษณาชวนเชื่อที่มอมเมาประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ กฎหมายสงฆ์ถือว่าผู้นั้นละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งมีโทษทางปกครองสงฆ์ตามลำดับตั้งแต่การตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรไปจนถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่
บทสรุป
การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัดตามมาตรการในคู่มือพระสังฆาธิการ มิใช่เพียงเรื่องของเทคนิคสารสนเทศ แต่คือการรักษาธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภายในวัด การที่พระสังฆาธิการมีความรู้เท่าทันต่อกฎหมายพุทธศักราช ๒๕๖๖ ย่อมช่วยคุ้มครองศาสนสมบัติให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ ความมั่นคงของพระศาสนาในศตวรรษนี้จึงต้องวางอยู่บนฐานแห่งการผสานพุทธธรรมและนิติวิธีเข้าด้วยกัน เพื่อให้วัดยังคงเป็นสถานที่ที่สะอาด บริสุทธิ์ และโปร่งใส ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งข้อมูลข่าวสารสืบไป

