หลักเกณฑ์การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัด: การรักษาสมดุลระหว่างศิลปะและศรัทธามหาชน

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและวิหารของไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและ “พุทธศิลป์” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทำหน้าที่สื่อสารพุทธประวัติและทศชาติชาดกผ่านงานทัศนศิลป์เพื่อเป็นกุศโลบายในการขัดเกลาจิตใจของพุทธบริษัท อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังปรากฏแนวโน้มการสอดแทรก “บุคคลร่วมสมัย” หรือภาพล้อเลียนสังคมลงในผนังวัด ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้างถึงความเหมาะสมและการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถาน

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ถึงที่มาของมาตรการกำกับดูแล นโยบายของมหาเถรสมาคม และแนวทางปฏิบัติสำหรับพระสังฆาธิการตามที่ระบุในคู่มือพระสังฆาธิการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานทางศิลปกรรมและศรัทธาของมหาชนอย่างยั่งยืน

ปรากฏการณ์สังคมและชนวนเหตุแห่งการจัดระเบียบ

มูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่การตรามาตรการควบคุมภาพจิตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เกิดขึ้นจากกรณีศึกษาการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในพุทธสถานบางแห่งที่ปรากฏรูปเหมือนของบุคคลร่วมสมัยอันเป็นที่รู้จักในสังคม โดยเฉพาะในฉากพุทธประวัติที่สำคัญ การนำภาพบุคคลที่มิได้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางศาสนามาประดิษฐานในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อาจสร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนบางส่วน

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพิจารณาว่า พฤติกรรมดังกล่าวมิเพียงแต่ลดทอนความสำคัญของเนื้อหาทางธรรม แต่ยังอาจถูกตีความไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์หรือขัดต่อวัตถุประสงค์หลักของศาสนสถาน จึงได้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการปกป้องคุณค่าของพุทธศิลป์ไทย

มติมหาเถรสมาคม: ปราการปกป้องมาตรฐานพุทธศิลป์

เพื่อให้การบริหารจัดการวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามอำนาจหน้าที่ของพระสังฆาธิการ มหาเถรสมาคมได้มีมติที่สำคัญคือ มติเรื่อง “การวาดภาพจิตรกรรมหรือภาพศิลปะในพุทธศาสนสถาน” เพื่อวางกรอบปฏิบัติที่เคร่งครัดไว้ดังนี้

  • ความรับผิดชอบของเจ้าอาวาส ในฐานะผู้ปกครองวัดและผู้แทนวัดตามกฎหมาย เจ้าอาวาสต้องใช้วิจารณญาณพิจารณาถึงความเหมาะสมของเนื้อหาภาพวาดให้รอบคอบก่อนอนุญาตให้ดำเนินการ
  • กระบวนการตรวจสอบเชิงระบบ ในกรณีที่มีความประสงค์จะวาดภาพบุคคลร่วมสมัย หรือภาพที่มีลักษณะไม่สอดคล้องกับพุทธประวัติและจารีตประเพณี เจ้าอาวาสต้องเสนอแบบภาพวาดหรือภาพร่างต่อเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้นจนถึง “เจ้าคณะภาค” เพื่อขอรับความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการวาดจริง

หลักการสัปปายะและธรรมาภิบาลในศาสนสถาน

มาตรการควบคุมนี้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของพระสังฆาธิการในการรักษาความเรียบร้อยดีงามภายในวัด และสอดรับกับแนวทาง “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ที่มุ่งเน้นการจัดการพื้นที่วัดให้เป็นสัปปายะ คือ สถานที่ที่เหมาะสมและเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม

การควบคุมการวาดภาพจิตรกรรมบุคคลร่วมสมัยจึงมิใช่การจำกัดสิทธิหรือปิดกั้นเสรีภาพทางศิลปะ แต่คือการรักษา “สมณสารูป” และบรรยากาศของศาสนสถานมิให้แปดเปื้อนด้วยกระแสโลกธรรมที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง นอกจากนี้ มหาเถรสมาคมยังกำชับให้กวดขันมิให้มีการวาดภาพที่ส่อเจตนาในเชิงพาณิชย์ หรือการอวดอ้างสรรพคุณเครื่องรางของขลังภายในเขตพระอุโบสถอย่างเด็ดขาด

บทบาทพระสังฆาธิการในการสืบสานศรัทธา

ภายใต้แนวทางในคู่มือพระสังฆาธิการ พระสังฆาธิการทุกระดับมีหน้าที่สอดส่องและกวดขันพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ข้อติเตียนจากสังคม หากพระสังฆาธิการรูปใดปล่อยปละละเลยให้มีการวาดภาพจิตรกรรมที่บิดเบือนหลักธรรมหรือสร้างความเสื่อมเสียต่อพระศาสนา อาจเข้าข่ายการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการซึ่งมีโทษทางปกครองสงฆ์ตามระเบียบที่กำหนดไว้

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือการยึดถือมาตรฐานพุทธศิลป์ที่เน้นการเผยแผ่ปัญญาพุทธธรรม เพื่อให้จิตรกรรมฝาผนังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงพุทธบริษัทเข้าสู่หลักธรรมคำสอน มิใช่นำเรื่องราวทางโลกมาบดบังแก่นแท้ของพุทธศาสนา

บทสรุป

การกำหนดหลักเกณฑ์การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีบุคคลร่วมสมัยตามมติมหาเถรสมาคม คือนวัตกรรมทางปกครองที่ผสานงานศิลปกรรมเข้ากับนิติวิธีอย่างเหมาะสม การที่พระสังฆาธิการและพุทธบริษัทร่วมกันรักษากรอบเกณฑ์นี้ ย่อมเป็นหลักประกันว่าวัดไทยจะยังคงเป็นสถานที่แห่งความสงบ เป็นระเบียบ และทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ทั้งในมิติกายภาพและจิตวิญญาณ

พุทธศิลป์ที่ทรงพลังที่สุดมิใช่ภาพที่ติดตามกระแสโลกได้ทันท่วงทีที่สุด แต่คือภาพที่สามารถน้อมนำใจของผู้พบเห็นให้เข้าถึงความสงบและปัญญา อันเป็นรากฐานสำคัญของการสถาปนาความมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนาสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *