การเรียกชื่อพระสงฆ์ที่ถูกต้องตามระเบียบกรมการศาสนา
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย นอกเหนือจากสมณศักดิ์หรือพัดยศที่ได้รับพระราชทานเพื่อบ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งทางการปกครองแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับพุทธศาสนิกชนมากที่สุดในวิถีปฏิบัติ คือการเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์ ทว่าในอดีตมักปรากฏความสับสนในการใช้คำเรียกขานที่ไม่เป็นเอกภาพ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรักษาจารีตประเพณีอันดีงาม กรมการศาสนาจึงได้กำหนดมาตรฐานการเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์ไว้อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงตามบรรทัดฐานของพุทธจักรไทยดังนี้
ปฐมบทแห่งการจัดระเบียบตามประกาศกรมการศาสนา
มูลเหตุแห่งการกำหนดมาตรฐานเกิดขึ้นจากการที่กรมการศาสนาพิจารณาเห็นว่า การเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์โดยเฉพาะรูปที่ยังไม่มีสมณศักดิ์ มีการใช้คำที่หลากหลายและสับสน เช่นการใช้คำว่าพระภิกษุบ้าง หรือคำว่าพระบ้าง ดังนั้น ในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑๕/๒๕๐๗ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๗ จึงได้มีมติเห็นชอบตามที่กรมการศาสนาเสนอ เพื่อให้พุทธบริษัทถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกันทั่วสังฆมณฑล
ประกาศฉบับนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้การสื่อสารและการจัดทำเอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์มีความเป็นระเบียบและสง่างาม
เกณฑ์การเรียกขานตามวิทยฐานะและวัตรปฏิบัติ
มาตรฐานแรกมุ่งเน้นไปที่พระภิกษุโดยทั่วไปและพระภิกษุผู้ทรงความรู้ทางปริยัติธรรม โดยมีการจำแนกคำนำหน้าชื่อดังนี้
- พระ ใช้สำหรับพระภิกษุธรรมดาทั่วไป โดยให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่าพระและต่อท้ายด้วยฉายา ตัวอย่างเช่น พระสวัสดิ์ สิริปุญฺโญ เป็นต้น
- พระมหา ใช้สำหรับพระภิกษุที่เป็นเปรียญธรรมตั้งแต่ ๓ ประโยคขึ้นไป โดยให้เปลี่ยนจากคำว่าพระเป็นพระมหาแล้วต่อท้ายด้วยฉายา ตัวอย่างเช่น พระมหาสวัสดิ์ สิริปุญฺโญ เป็นต้น
การจำแนกระหว่างคำว่าพระและพระมหาจึงมิใช่เพียงเรื่องนามเรียกขาน แต่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีสนามหลวง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพุทธธรรมให้คงอยู่สืบไป
นามเรียกขานตามตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์
สำหรับพระภิกษุที่ทำหน้าที่บริหารจัดการวัดหรือปกครองคณะสงฆ์ในระดับฐานรากแต่ยังไม่มีสมณศักดิ์พัดยศ กรมการศาสนาได้วางระเบียบการเรียกขานตามตำแหน่งหน้าที่ได้แก่
- พระอธิการ ใช้สำหรับพระภิกษุที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ โดยเฉพาะรูปที่ยังไม่มีสมณศักดิ์อื่น ให้ใช้คำว่าพระอธิการนำหน้าชื่อแล้วต่อท้ายด้วยฉายา ทั้งนี้เจ้าอาวาสถือเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไปตามกฎหมายคณะสงฆ์
- เจ้าอธิการ ใช้สำหรับพระภิกษุที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลหรือพระอุปัชฌาย์ที่ยังไม่มีสมณศักดิ์พัดยศ โดยให้เรียกขานว่าเจ้าอธิการ
ตำแหน่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเรียบร้อยดีงามในสังฆมณฑล โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ซึ่งเป็นประธานในการบรรพชาอุปสมบทและมีหน้าที่คัดกรองกุลบุตรตามกฎมหาเถรสมาคมอย่างเคร่งครัด
ดุลยภาพระหว่างนามเรียกขานทั่วไปและนามสมณศักดิ์
เป็นที่น่าสังเกตว่า มาตรฐานการเรียกคำนำหน้าชื่อตามระเบียบกรมการศาสนานี้ มุ่งใช้กับพระสงฆ์ที่ยังไม่มีสมณศักดิ์เป็นหลัก สำหรับพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว เช่นพระครูสัญญาบัตรหรือพระราชาคณะ ให้ใช้ชื่อตามราชทินนามที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตัวอย่างเช่น เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกมักมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีสร้อยนามและพัดยศเฉพาะตามฐานันดรศักดิ์ของวัด การเข้าใจในความแตกต่างระหว่างคำนำหน้าชื่อทั่วไปและนามสมณศักดิ์ จึงช่วยให้พุทธบริษัทปฏิบัติตนได้อย่างถูกกาลเทศะตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและคณะสงฆ์อย่างถูกต้อง
บทสรุป
การเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์ตามมาตรฐานของกรมการศาสนาตามที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการ คือหนึ่งในฟันเฟืองของการบริหารจัดการคณะสงฆ์ที่มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพ การที่พุทธบริษัทและหน่วยงานราชการเรียกขานนามพระสงฆ์ได้อย่างถูกต้องตามวิทยฐานะและตำแหน่งหน้าที่ ย่อมสะท้อนถึงความเคารพในโครงสร้างการปกครองสงฆ์และจารีตประเพณีอันทรงคุณค่าของชาติ
นามเรียกขานที่ถูกต้องจึงมิใช่เพียงถ้อยคำในการสื่อสาร แต่คือการแสดงออกถึงความเข้าใจในธรรมเนียมแห่งสังฆมณฑลที่ช่วยพยุงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และสง่างามของพระศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

