ขั้นตอนและหลักเกณฑ์การขอฐานะเป็นพระอารามหลวง

ในระบบการปกครองคณะสงฆ์และจารีตประเพณีไทย “พระอารามหลวง” หรือที่เรียกในภาษาทั่วไปว่าวัดหลวง มิได้ดำรงสถานะเพียงพุทธศาสนสถานทั่วไป หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชศรัทธาและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ การพิจารณายกฐานะจากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงจึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งในเชิงนิติศาสตร์และพุทธจักรบริหาร ซึ่งต้องอาศัยทั้งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นเลิศสอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติในคู่มือพระสังฆาธิการ

๑. นิยามและวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพระอารามหลวง

พระอารามหลวงตามนัยแห่งกฎหมายและจารีต หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ หรือมีผู้สร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเพื่อเป็นสมบัติของแผ่นดิน แต่เดิมนั้นการเรียกชื่อพระอารามหลวงยังมิได้มีการจัดระเบียบอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบแบ่งชั้นและประเภทให้เป็นระบบสากลเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘

ในปัจจุบันประเทศไทยมีพระอารามหลวงรวมทั้งสิ้น ๓๒๒ วัด โดยล่าสุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกวัดราษฎร์จำนวน ๑๒ วัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

๒. การจัดลำดับชั้นและสร้อยนามแห่งพระอารามหลวง

ระบบพระอารามหลวงมีการแบ่งลำดับชั้นอย่างลุ่มลึกเป็น ๓ ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีสร้อยนามต่อท้ายเพื่อบ่งชี้ถึงเกียรติยศและวัตถุประสงค์ในการสถาปนา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • พระอารามหลวงชั้นเอก ได้แก่ วัดที่มีเจดียสถานสำคัญอันเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิหรือพระบรมสารีริกธาตุ หรือเป็นวัดที่มีเกียรติสูงยิ่ง โดยมักมีสร้อยนามประกอบ เช่น ชนิดราชวรมหาวิหาร หรือวรมหาวิหาร เป็นต้น
  • พระอารามหลวงชั้นโท ได้แก่ วัดที่มีเจดียสถานสำคัญในระดับรองลงมา โดยแบ่งออกเป็น ๔ ชนิดตามฐานะและประวัติความเป็นมา
  • พระอารามหลวงชั้นตรี ได้แก่ วัดที่มีความสำคัญในระดับหัวเมืองหรือวัดที่มีความสำคัญตามเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบด้วยชนิดราชวรวิหาร วรวิหาร และชนิดสามัญ

สร้อยนามเหล่านี้มีความหมายเฉพาะทางนิติวิธี คือคำว่า “ราช” สื่อถึงพระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือบูรณะด้วยพระราชศรัทธาส่วนพระองค์ ส่วนคำว่า “วร” สื่อถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานเกียรติให้เป็นวัดหลวงตามการน้อมถวาย นอกจากนี้ ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงยังต้องมีชั้นสมณศักดิ์ที่สอดคล้องกับชั้นของวัดเพื่อให้เกิดความสง่างามตามระเบียบการปกครอง

๓. หลักเกณฑ์มาตรฐาน ๙ ประการในการขอยกฐานะวัด

ตามระเบียบที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการและหลักเกณฑ์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วัดราษฎร์ที่จะขอยกฐานะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ๙ ประการ ได้แก่ ๑. ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุ ต้องมีศาสนสถานและวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมและมีความมั่นคงถาวร ๒. กิจกรรมสาธารณประโยชน์ มีบทบาทในการสงเคราะห์ชุมชนและมีส่วนร่วมในงานสังคมสงเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรม ๓. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนและมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นหรือประเทศชาติ ๔. ศูนย์กลางพิธีกรรม เป็นสถานที่ที่หน่วยงานราชการและประชาชนใช้ประกอบพิธีสำคัญเป็นประจำ ๕. อายุของวัด ต้องมีอายุการสร้างวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี ๖. จริยวัตรและการจำพรรษา มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่น้อยกว่า ๒๐ รูปติดต่อกันเป็นเวลา ๕ ปีจนถึงปัจจุบัน ๗. การศึกษาพระปริยัติธรรม มีการจัดการเรียนการสอนทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ต่อเนื่อง ๘. ระบบการบริหารจัดการ มีการจัดระบบทะเบียนทรัพย์สินและระเบียบภายในวัดให้เป็นที่เรียบร้อยตามหลักธรรมาภิบาล ๙. งานด้านการเผยแผ่ มีผลงานการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของมหาชน

๔. กระบวนการและนิติวิธีในการดำเนินงาน

การยกฐานะวัดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายบ้านเมือง โดยเริ่มจากการพิจารณาเห็นชอบของเจ้าคณะอำเภอและนายอำเภอเพื่อเสนอเรื่องไปยังระดับจังหวัด เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดแล้วจึงเสนอเรื่องไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ขั้นตอนต่อมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาความเหมาะสม เมื่อที่ประชุมเห็นชอบแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต่อไป ในส่วนการแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง มหาเถรสมาคมต้องเสนอเรื่องไปยังราชเลขานุการในพระองค์เพื่อนำความกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทตามพระราชประเพณี

บทสรุป

การขอยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงมิใช่เพียงกระบวนการทางธุรการเพื่อเปลี่ยนสถานะเท่านั้น หากแต่คือการคัดกรองวัดที่มีความเป็นเลิศในทุกด้านเพื่อเชิดชูให้เป็นต้นแบบของพุทธสถานในสังฆมณฑล วัดที่ได้รับฐานะนี้ย่อมมีภาระหน้าที่ในการรักษาเกียรติภูมิและความสง่างามทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งเป็นที่พึ่งทางปัญญาแก่ประชาชน การรักษามาตรฐานตามหลักเกณฑ์ทั้ง ๙ ประการจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้สถิตคู่กับสถาบันหลักของชาติอย่างสง่างามสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *