แนวทางการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษ : หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์
การปกครองคณะสงฆ์ไทยมีระบบโครงสร้างที่เป็นระเบียบแบบแผนสืบเนื่องมาแต่โบราณกาล โดยมีการกำหนดเขตปกครองให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และจำนวนวัด เพื่อให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์ การปกครองดูแลพระสังฆาธิการและวัดต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทั่วถึง อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติอาจมีปัจจัยหรือสภาพการณ์บางประการที่ทำให้จำเป็นต้องมีการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์เป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากกรอบปกติ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่และเอื้อต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและนำเสนอหลักเกณฑ์ แนวทาง และวิธีปฏิบัติในการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับตำบลและระดับอำเภอเป็นกรณีพิเศษในจังหวัดต่าง ๆ โดยสังเคราะห์จากประกาศของเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาค ซึ่งจะช่วยให้พระสังฆาธิการและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน และสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายและอำนาจในการอนุมัติ
การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับต้องเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่มหาเถรสมาคมกำหนดไว้เป็นบรรทัดฐาน โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับอำนาจในการอนุมัติ ดังนี้
- การจัดตั้งเขตปกครองระดับตำบล ให้อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๑๑ แห่งระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งกำหนดให้การกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบลในแต่ละอำเภอต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าคณะภาค โดยให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้เสนอขออนุมัติตามลำดับชั้น
- การจัดตั้งเขตปกครองระดับอำเภอ ให้อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๖ แห่งระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองอำเภอ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งกำหนดให้การกำหนดจำนวนและเขตปกครองอำเภอในแต่ละภาคต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าคณะใหญ่ และให้เจ้าคณะภาคเป็นผู้เสนอขออนุมัติ สำหรับกรณีของคณะธรรมยุตซึ่งมีโครงสร้างการปกครองที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การอนุมัติต้องดำเนินการผ่านเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตโดยอนุโลมตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
แนวทางและเหตุผลในการจัดตั้งเขตปกครองเป็นกรณีพิเศษ
จากการศึกษาประกาศของเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาคต่าง ๆ พบว่าการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์เป็นกรณีพิเศษมักมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการบริหารจัดการปกครองคณะสงฆ์ โดยมีแนวทางสำคัญสรุปได้ดังนี้
- การอนุโลมตามเขตการปกครองทางโลก เป็นแนวทางพื้นฐานในการจัดตั้งเพื่อให้เขตปกครองคณะสงฆ์สอดคล้องกับเขตตำบลหรืออำเภอแห่งราชอาณาจักร อันจะเอื้อประโยชน์ต่อการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและการดำเนินกิจการต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน
- การแก้ไขปัญหาตำบลที่มีจำนวนวัดมากเกินไป ในกรณีที่ตำบลใดตำบลหนึ่งมีวัดจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าคณะตำบลไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงมีความจำเป็นต้องแบ่งเขตการปกครองออกเป็นหลายเขตภายใต้ชื่อตำบลเดิม เช่น ตำบลหนองกรด เขต ๑ และตำบลหนองกรด เขต ๒ หรือในบางกรณีอาจแยกวัดบางส่วนออกไปตั้งเป็นตำบลใหม่ตามความเหมาะสม
- การรวมวัดจากหลายตำบลหรือหลายอำเภอเข้าด้วยกัน ในกรณีที่แต่ละตำบลมีวัดจำนวนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตปกครองคณะธรรมยุต ซึ่งบางพื้นที่อาจมีวัดกระจายตัวอยู่ห่างไกลและมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการมีเจ้าคณะตำบลหรือเจ้าคณะอำเภอโดยเฉพาะ จึงจำเป็นต้องรวมวัดจากหลายตำบลหรือหลายอำเภอทางราชอาณาจักรเข้ามาอยู่ในเขตปกครองสงฆ์เดียวกัน เพื่อให้มีจำนวนวัดที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพระสังฆาธิการในแต่ละระดับ
- การกำหนดชื่อเขตปกครองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ มีหลักปฏิบัติที่ควรพิจารณา ดังนี้
- กรณีรวมวัดจาก ๒ ตำบลทางราชอาณาจักรเข้าด้วยกัน นิยมคงชื่อทั้งสองตำบลไว้เพื่อแสดงที่มาและรักษาอัตลักษณ์ของพื้นที่เดิม เช่น ตำบลผาตอ-ผาทอง หรือ ตำบลป่าแดง-แม่จัน
- กรณีรวมวัดจากมากกว่า ๒ ตำบลขึ้นไป อาจเลือกใช้ชื่อตำบลใดตำบลหนึ่งที่มีความเหมาะสมหรือเป็นที่รู้จักดีกว่าเป็นหลัก หรืออาจใช้ชื่ออำเภอหรือจังหวัดนำหน้าสำหรับเขตปกครองคณะธรรมยุต เพื่อความกระชับและสะดวกในการเรียกขาน
มาตรฐานจำนวนวัดในเขตปกครองที่เหมาะสม
จากการพิจารณาประกาศการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษในพื้นที่ต่าง ๆ พบว่าเขตปกครองระดับตำบลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ส่วนใหญ่มักกำหนดจำนวนวัดไว้ที่ประมาณ ๕ ถึง ๗ วัดต่อหนึ่งเขตปกครอง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมและเอื้อให้พระสังฆาธิการสามารถกำกับดูแล ให้คำแนะนำ และตรวจตราความเรียบร้อยของวัดในเขตปกครองได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ อันเป็นไปตามมาตรฐานที่มหาเถรสมาคมกำหนดไว้โดยปริยาย
บทสรุป
การจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์เป็นกรณีพิเศษเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งในการปรับปรุงโครงสร้างการปกครองให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการบริหารกิจการคณะสงฆ์และการดูแลพระสังฆาธิการให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามระเบียบมหาเถรสมาคม และคำนึงถึงประโยชน์สุขของพระพุทธศาสนาและประชาชนเป็นสำคัญ

