แนวทางการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์คณะธรรมยุต : หลักการและวิธีปฏิบัติในการรวมเขตอำเภอเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการสงฆ์

การปกครองคณะสงฆ์ไทยจำแนกออกเป็นสองคณะใหญ่ ๆ คือ คณะมหานิกายและคณะธรรมยุต ซึ่งต่างก็มีโครงสร้างการปกครองที่เป็นระบบและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายคณะสงฆ์และระเบียบมหาเถรสมาคมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพการณ์และปัจจัยบางประการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของจำนวนวัดและพระภิกษุสามเณรในแต่ละพื้นที่ ทำให้แนวทางการบริหารจัดการเขตปกครองของทั้งสองคณะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม

คณะธรรมยุตซึ่งมีจำนวนวัดน้อยกว่าคณะมหานิกายโดยรวม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการบริหารจัดการเขตปกครองที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การปกครองดูแลวัดและพระภิกษุสามเณรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์คณะธรรมยุตในระดับอำเภอเป็นกรณีพิเศษ อันเป็นแนวปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์และภูมิปัญญาในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับบริบทของคณะ

หลักการพื้นฐานของการรวมเขตปกครองคณะธรรมยุต

โดยหลักการแล้ว การปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการดูแลทุกข์สุขของพระภิกษุสามเณรในปกครองเป็นสำคัญ สำหรับคณะธรรมยุตซึ่งมีวัดกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร แต่ละพื้นที่อาจมีจำนวนวัดไม่มากพอที่จะจัดตั้งเป็นเขตปกครองระดับอำเภอตามเกณฑ์มาตรฐานได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยหลักการรวมพื้นที่เข้าด้วยกัน (Integration) เพื่อให้มีจำนวนวัดที่เหมาะสมต่อการมีเจ้าคณะอำเภอไปปกครองดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจากคณะมหานิกายที่มีวัดจำนวนมาก จึงมักใช้หลักการแบ่งแยกพื้นที่ (Division) เมื่อมีวัดหนาแน่นเกินไป

รูปแบบการรวมพื้นที่ข้ามเขตอำเภอทางโลก

ลักษณะเด่นประการหนึ่งของการปกครองคณะธรรมยุตคือการรวมวัดจากหลายอำเภอแห่งราชอาณาจักรเข้าเป็นเขตปกครองสงฆ์ระดับอำเภอเดียวกัน เพื่อให้มีจำนวนวัดรวมกันได้ตามเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยสามารถจำแนกตามลักษณะการรวมพื้นที่ได้ดังนี้

  • การรวม ๒ ถึง ๓ อำเภอเข้าด้วยกัน ในกรณีที่พื้นที่ใกล้เคียงกันมีวัดธรรมยุตรวมกันแล้วได้จำนวนที่เหมาะสม มักดำเนินการรวมวัดจาก ๒ หรือ ๓ อำเภอทางราชอาณาจักรเข้าด้วยกันเป็นเขตปกครองสงฆ์อำเภอเดียว ตัวอย่างเช่น อำเภอเกษตรวิสัย-ปทุมรัตต์ (ธรรมยุต) ในจังหวัดร้อยเอ็ด หรือ อำเภอแม่เมาะ-แม่ทะ (ธรรมยุต) ในจังหวัดลำปาง ซึ่งการรวมกันเช่นนี้ทำให้มีวัดในปกครองจำนวนพอเหมาะต่อการบริหารจัดการ
  • การรวม ๔ ถึง ๕ อำเภอเข้าด้วยกัน ในบางพื้นที่ซึ่งมีวัดธรรมยุตน้อยและกระจายตัวในวงกว้าง อาจต้องรวมวัดจากหลายอำเภอมากขึ้น เช่น การรวมวัดในอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา บางปะกง บางน้ำเปรี้ยว และบ้านโพธิ์ เข้าเป็นเขตปกครองเดียวกันในชื่อ “อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา (ธรรมยุต)” หรือการรวมวัดในอำเภอแปลงยาว บางคล้า พนมสารคาม คลองเขื่อน และราชสาส์น เข้าเป็น “อำเภอแปลงยาว (ธรรมยุต)” ซึ่งการรวมพื้นที่กว้างขวางเช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานที่ดีระหว่างพระสังฆาธิการในพื้นที่

การจัดตั้งเขตปกครองครอบคลุมทั้งจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง

ในกรณีพิเศษที่วัดในสังกัดคณะธรรมยุตภายในจังหวัดหนึ่ง ๆ มีจำนวนน้อยมากจนไม่อาจจัดตั้งเป็นเขตปกครองระดับอำเภอตามปกติได้ แม้จะรวมหลายอำเภอภายในจังหวัดเดียวกันแล้วก็ตาม ก็อาจดำเนินการในลักษณะที่กว้างขวางยิ่งขึ้น กล่าวคือ

  • การรวมทุกอำเภอในจังหวัดเป็นเขตปกครองเดียว โดยใช้ชื่อจังหวัดนำหน้าชื่ออำเภอสงฆ์ เพื่อแสดงขอบเขตการปกครองที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด เช่น “อำเภอจังหวัดระนอง (ธรรมยุต)” ซึ่งรวมวัดทุกอำเภอในจังหวัดระนองเข้าด้วยกัน
  • การขยายพื้นที่ครอบคลุมข้ามจังหวัด ในบางกรณีอาจมีความจำเป็นต้องรวมวัดจากอำเภอในจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาร่วมด้วยเพื่อให้มีจำนวนวัดที่เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การรวมวัดทุกอำเภอในจังหวัดสตูล กับอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เข้าเป็นเขตปกครองเดียวกันในชื่อ “อำเภอจังหวัดสตูล (ธรรมยุต)” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของคณะสงฆ์

แนวทางการตั้งชื่อเขตปกครองที่จัดตั้งขึ้นใหม่

การตั้งชื่อเขตปกครองสงฆ์ระดับอำเภอของคณะธรรมยุตที่เกิดจากการรวมพื้นที่หลายอำเภอเข้าด้วยกัน มีแนวปฏิบัติที่ควรพิจารณาดังนี้

  • การใช้ชื่อควบสองอำเภอ สำหรับกรณีรวม ๒ อำเภอเข้าด้วยกัน นิยมใช้ชื่อทั้งสองอำเภอควบกันเพื่อแสดงถึงที่มาของวัดในเขตปกครอง เช่น อำเภอแม่แตง-เชียงดาว (ธรรมยุต) หรือ อำเภอพาน-ป่าแดด (ธรรมยุต)
  • การใช้ชื่ออำเภอหลัก สำหรับกรณีรวมหลายอำเภอเข้าด้วยกัน อาจเลือกใช้อำเภอใดอำเภอหนึ่งที่มีความเหมาะสมเป็นชื่อหลัก เพื่อความกระชับและสะดวกในการเรียกขาน โดยมักระบุชื่อจังหวัดกำกับไว้ด้วยเพื่อแสดงขอบเขตที่ชัดเจน
  • การใช้ชื่อจังหวัดนำหน้า สำหรับกรณีที่รวมทุกอำเภอในจังหวัดเข้าด้วยกัน นิยมใช้ชื่อจังหวัดนำหน้าคำว่า “อำเภอ” เพื่อสื่อถึงขอบเขตการปกครองที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด

ขั้นตอนการอนุมัติตามระเบียบมหาเถรสมาคม

การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดตั้งหรือรวมเขตปกครองอำเภอเป็นกรณีพิเศษของคณะธรรมยุต ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองอำเภอ พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ

เมื่อมีความประสงค์จะจัดตั้งหรือรวมเขตปกครองอำเภอ ให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้เสนอเรื่องผ่านเจ้าคณะภาคไปยังเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว เจ้าคณะภาคจึงจะดำเนินการประกาศกำหนดเขตปกครองดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบและถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของมหาเถรสมาคม

บทสรุป

แนวทางการรวมเขตปกครองระดับอำเภอของคณะธรรมยุตเป็นกรณีพิเศษดังกล่าวข้างต้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและภูมิปัญญาในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่ โดยยึดหลักประสิทธิภาพในการปกครองดูแลและการธำรงไว้ซึ่งพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ถูกต้องตามระเบียบมหาเถรสมาคม และได้รับอนุมัติจากเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตตามลำดับชั้น อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *