หลักการตั้งชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีรวมหลายตำบล : แนวปฏิบัติตามระเบียบมหาเถรสมาคม

การกำหนดชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์นับเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เพราะชื่อมิใช่เพียงสิ่งใช้เรียกขานเท่านั้น หากยังสื่อถึงขอบเขตพื้นที่ ประวัติความเป็นมา และเอกลักษณ์ของชุมชนในเขตปกครองนั้น ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการรวมวัดจากหลายตำบลแห่งราชอาณาจักรเข้าด้วยกันเป็นเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับตำบลเดียวกัน การตั้งชื่อให้เหมาะสมถูกต้องตามระเบียบแบบแผนและสอดคล้องกับภูมิสังคมจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

มหาเถรสมาคมได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการตั้งชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์ในกรณีที่มีการรวมหลายตำบลไว้ในระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ อันเป็นบรรทัดฐานให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศถือปฏิบัติโดยทั่วถึงกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงหลักการและแนวปฏิบัติในการตั้งชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์เมื่อมีการรวมหลายตำบลเข้าด้วยกัน ทั้งในกรณีทั่วไปและกรณีพิเศษของคณะธรรมยุต เพื่อให้พระสังฆาธิการและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

หลักการพื้นฐานตามระเบียบมหาเถรสมาคม

ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้อ ๑๐ วรรคสอง ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์ในกรณีที่มีการรวมวัดจากหลายตำบลแห่งราชอาณาจักรเข้าด้วยกันไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งตามจำนวนตำบลที่นำมารวมกัน ดังนี้

  • กรณีรวมวัดจาก ๒ ตำบล ระเบียบกำหนดให้คงชื่อเดิมของทั้งสองตำบลไว้ โดยใช้เครื่องหมายยัติภังค์ (-) คั่นกลางระหว่างชื่อทั้งสอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่เขตปกครองดังกล่าวเกิดจากการรวมกันของสองตำบล และเพื่อรักษาชื่ออันเป็นที่รู้จักของชุมชนเดิมไว้ ตัวอย่างที่ปรากฏตามประกาศการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่
    • การรวมวัดจากตำบลผาตอและตำบลผาทอง เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อว่า “ตำบลผาตอ-ผาทอง”
    • การรวมวัดจากตำบลกระจันและตำบลเจดีย์ เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อว่า “ตำบลกระจัน-เจดีย์”
    • การรวมวัดจากตำบลท่าอ่างและตำบลด่านเกวียน เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อว่า “ตำบลท่าอ่าง-ด่านเกวียน”
  • กรณีรวมวัดตั้งแต่ ๓ ตำบลขึ้นไป ระเบียบกำหนดให้คงชื่อไว้เพียงตำบลเดียว โดยให้พิจารณาเลือกชื่อตำบลใดตำบลหนึ่งที่มีความเหมาะสมมากที่สุดเป็นชื่อเรียกของเขตปกครองใหม่ ทั้งนี้ เพื่อความกระชับและไม่ซับซ้อนจนเกินไป หลักในการพิจารณาความเหมาะสมอาจพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความสำคัญของวัดในพื้นที่ ชื่อที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป หรือความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ ตัวอย่างที่ปรากฏตามประกาศการจัดตั้ง ได้แก่
    • ในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการรวมวัดจากตำบลเขาค้อ ตำบลทุ่งสมอ และตำบลหนองแม่นา เข้าด้วยกัน และเลือกใช้ชื่อ “ตำบลเขาค้อ” เป็นชื่อเขตปกครองใหม่
    • ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการรวมวัดจากตำบลลิปะน้อย ตำบลลิปะใหญ่ และตำบลอ่างทอง เข้าด้วยกัน และเลือกใช้ชื่อ “ตำบลลิปะน้อย” เป็นชื่อเขตปกครองใหม่

หลักการตั้งชื่อกรณีพิเศษสำหรับคณะธรรมยุต

สำหรับคณะธรรมยุตซึ่งมีลักษณะการปกครองที่ต้องรวมพื้นที่หลายตำบลหรือหลายอำเภอเข้าด้วยกันเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีจำนวนวัดในแต่ละพื้นที่ไม่มากนัก ได้มีการประยุกต์หลักการตั้งชื่อให้เหมาะสมกับบริบทของคณะ โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้

  • การใช้ชื่อตำบลหลัก ในกรณีที่รวมวัดจากหลายตำบลเข้าด้วยกันเป็นเขตปกครองระดับตำบลเดียวกัน นิยมเลือกใช้ชื่อตำบลใดตำบลหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นชื่อหลัก โดยมักเป็นตำบลที่ตั้งของวัดอันเป็นที่ทำการของเจ้าคณะตำบล หรือตำบลที่มีวัดสำคัญและเป็นที่รู้จักของคณะสงฆ์และประชาชนทั่วไป และจะระบุคำว่า “(ธรรมยุต)” ต่อท้ายชื่อเพื่อแสดงถึงสังกัดคณะ ตัวอย่างเช่น “ตำบลบัวขาว (ธรรมยุต)” ซึ่งเกิดจากการรวมวัดจาก ๔ ตำบลในพื้นที่เข้าด้วยกัน
  • การใช้ชื่ออำเภอหรือจังหวัดนำหน้า ในกรณีที่การรวมพื้นที่ครอบคลุมวัดทั้งจังหวัดหรือวัดจากหลายอำเภอในวงกว้าง อาจเลือกใช้ชื่ออำเภอหรือชื่อจังหวัดนำหน้าคำว่า “ตำบล” หรือ “อำเภอ” เพื่อสื่อถึงขอบเขตการปกครองที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ โดยจะระบุคำว่า “(ธรรมยุต)” ต่อท้ายเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น
    • “ตำบลจังหวัดนราธิวาส (ธรรมยุต)” ซึ่งเกิดจากการรวมวัดคณะธรรมยุตทุกวัดในจังหวัดนราธิวาสเข้าเป็นเขตปกครองระดับตำบลเดียวกัน
    • “ตำบลจังหวัดภูเก็ต (ธรรมยุต)” ซึ่งเกิดจากการรวมวัดคณะธรรมยุตทุกวัดในจังหวัดภูเก็ตเข้าเป็นเขตปกครองระดับตำบลเดียวกัน
    • ในระดับอำเภอ เช่น “อำเภอแม่เมาะ-แม่ทะ (ธรรมยุต)” หรือ “อำเภอเกษตรวิสัย-ปทุมรัตต์ (ธรรมยุต)” ซึ่งเป็นการรวมวัดจากหลายอำเภอเข้าด้วยกัน และใช้ชื่อควบอำเภอเพื่อแสดงที่มา

แนวทางการระบุสถานะของตำบลในการประกาศจัดตั้ง

นอกเหนือจากการตั้งชื่อเขตปกครองแล้ว ในการออกประกาศจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์ มักมีการระบุสถานะของตำบลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไว้ต่อท้ายชื่อ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นข้อมูลสำหรับการอ้างอิงในอนาคต โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้

  • การระบุ (ตำบลเดิม) ใช้ในกรณีที่มีการจัดระเบียบเขตพื้นที่การปกครองใหม่ แต่ยังคงใช้ชื่อตำบลเดิมตามที่เคยเรียกขานกันมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าชื่อตำบลยังคงเดิม เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนขอบเขตพื้นที่หรือจำนวนวัดในปกครอง
  • การระบุ (ตำบลใหม่) หรือ (ตำบลตั้งใหม่) ใช้ในกรณีที่มีการจัดตั้งเขตปกครองขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หรือเป็นการแยกเขตปกครองเดิมออกมาตั้งเป็นชื่อใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับเขตการปกครองทางโลกหรือสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

บทสรุป

การตั้งชื่อเขตปกครองคณะสงฆ์เมื่อมีการรวมหลายตำบลเข้าด้วยกันมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามระเบียบมหาเถรสมาคม กล่าวคือ หากรวม ๒ ตำบล ให้ใช้ชื่อทั้งสองตำบลต่อเนื่องกัน หากรวมตั้งแต่ ๓ ตำบลขึ้นไป ให้เลือกใช้ชื่อเพียงตำบลเดียวโดยพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนในกรณีของคณะธรรมยุตซึ่งมีการรวมพื้นที่ในวงกว้างเป็นกรณีพิเศษ อาจใช้ชื่อตำบลหลักหรือชื่ออำเภอจังหวัดนำหน้าพร้อมระบุ “(ธรรมยุต)” ต่อท้ายเพื่อความชัดเจน การดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเหมาะสมสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *