การบริหารงานบุคคลทางการศึกษาพระปริยัติธรรมตามระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ : โครงสร้าง กลไกการขับเคลื่อน และแนวทางการพัฒนา

การศึกษาพระปริยัติธรรมนับเป็นรากฐานสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถิตสถาพรท่ามกลางสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย การหล่อหลอมพระภิกษุสามเณรให้เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอย่างถ่องแท้ ย่อมต้องอาศัยระบบการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงและสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะองค์กรหลักที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลีสืบเนื่องกันมาช้านาน

อย่างไรก็ดี ในอดีตที่ผ่านมา การบริหารงานบุคคลทางการศึกษาของคณะสงฆ์ยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานะทางกฎหมายของบุคลากรซึ่งยังขาดความชัดเจน ส่งผลให้การสร้างความมั่นคงในวิชาชีพและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบไม่อาจดำเนินการได้เต็มที่เท่าที่ควร จนกระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ อันเป็นกฎหมายที่ยกระดับการศึกษาคณะสงฆ์เข้าสู่ระบบการศึกษาของชาติอย่างเป็นทางการ และนำไปสู่การออกข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือที่เรียกโดยย่อว่า “ระเบียบ กศป.” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานบุคคลทางการศึกษาของคณะสงฆ์ให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม

บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารงานบุคคลตามระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ ในมิติต่าง ๆ อาทิ องค์กรกลางที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคล สถานภาพและความก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม ระบบวินัยและการรักษาสิทธิของบุคลากร ตลอดจนความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าว เพื่อให้พระสังฆาธิการ ผู้บริหารการศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และสามารถนำแนวทางไปปรับใช้ในการพัฒนาการศึกษาพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

กลไกและองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล

ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้วางโครงสร้างการบริหารงานบุคคลโดยใช้ระบบคณะกรรมการ (Committee System) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) อันเป็นหลักการสำคัญของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยสามารถจำแนกโครงสร้างออกเป็น ๓ ระดับหลัก ดังนี้

คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ทำหน้าที่เป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อำนาจหน้าที่สำคัญของ กศป. ครอบคลุมถึงการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม รวมถึงการให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับมาตรฐานตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่าง ๆ ของบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและนโยบายของรัฐบาล

คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) ประกอบด้วยประธานกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก กศป. และกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ กบป. มีบทบาทสำคัญในการเสนอแนะยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคล การกำหนดอัตรากำลัง การวางแผนกำลังคน ตลอดจนการออกหลักเกณฑ์และวิธีการรับรองคุณวุฒิของผู้ที่จะเข้าบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม อันเป็นการวางกรอบแนวทางในระดับนโยบายก่อนส่งต่อไปยังส่วนปฏิบัติการ

คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (อบป.) จัดตั้งขึ้นประจำส่วนงานการศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง แผนกสามัญศึกษา และศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ โดยมีแม่กองหรือประธานแผนกการศึกษานั้น ๆ ดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมการโดยตำแหน่ง อบป. ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในระดับปฏิบัติการให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละแผนกการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการสรรหา การบรรจุแต่งตั้ง การประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือการดำเนินการทางวินัยในเบื้องต้น

การออกแบบโครงสร้างเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง (Centralization) กับการกระจายอำนาจสู่ส่วนงานปฏิบัติการ (Decentralization) เพื่อให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของแต่ละแผนกการศึกษาได้อย่างแท้จริง

สถานภาพและความก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)

หัวใจสำคัญประการหนึ่งของระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ คือการบัญญัติคำนิยามของ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือ “จศป.” ขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อกำหนดสถานะทางกฎหมายของผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมและส่วนงานการศึกษาต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน โดยมีการแบ่งประเภทบุคลากรออกเป็น ๒ ประเภทหลัก ตามลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้

ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน ได้แก่ ตำแหน่งครู ซึ่งมีการกำหนดระดับความเชี่ยวชาญไว้อย่างเป็นลำดับชั้น ประกอบด้วย ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ การกำหนดระดับดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจนให้แก่ครูพระปริยัติธรรม ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับมาตรฐานของครูในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ อันจะช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

ประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา ประกอบด้วยตำแหน่งในสายงานต่าง ๆ ได้แก่ ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งอำนวยการ ตำแหน่งวิชาการ และตำแหน่งทั่วไป การจำแนกประเภทบุคลากรเช่นนี้ทำให้คฤหัสถ์ผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาช่วยงานพระศาสนาในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ งานการเงิน งานทะเบียน หรืองานเทคโนโลยีสารสนเทศ มีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคง มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน และสวัสดิการตามที่ กบป. กำหนด โดยความเห็นชอบของ กศป.

กระบวนการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง จศป. ต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งทุกตำแหน่งในส่วนงานการศึกษา ได้แก่ แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง หรือประธานแผนกการศึกษานั้น ๆ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับลักษณะงานการปกครองคณะสงฆ์ และช่วยให้การดำเนินการต่าง ๆ มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ระบบวินัย จรรยาบรรณ และการรักษาสิทธิของบุคลากร

การบริหารงานบุคคลมิได้หมายถึงเพียงการกำหนดสิทธิและผลประโยชน์เท่านั้น หากยังรวมถึงการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของศาสนทายาทและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงได้กำหนดวินัยและการรักษาวินัยของ จศป. ไว้อย่างเคร่งครัด โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

จศป. ทุกคนพึงปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบวินัยอันดี กล่าวคือ ต้องให้ความเคารพต่อพระรัตนตรัยด้วยการประพฤติปฏิบัติตนสมควรแก่ภาวะ ปฏิบัติงานในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม อุทิศเวลาให้แก่งานราชการงานคณะสงฆ์อย่างเต็มกำลังความสามารถ วางตนเป็นกลางทางการเมือง และรักษาชื่อเสียงเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่มิให้เสื่อมเสีย

ในกรณีที่มีการกระทำผิดวินัย ระเบียบได้กำหนดโทษไว้ ๕ สถาน ตามลำดับความร้ายแรงแห่งความผิด ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ทั้งนี้ การพิจารณาโทษต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามสมควรแก่กรณี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ควรแก่การชื่นชมเป็นพิเศษคือ ระเบียบ กศป. ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิบุคลากรอย่างชัดเจน โดยเปิดโอกาสให้ จศป. ที่ถูกสั่งลงโทษสามารถอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจหรือต่อ กศป. ได้ภายในระยะเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งลงโทษ รวมถึงมีสิทธิร้องทุกข์หากมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา กระบวนการดังกล่าวนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในการบริหารงานบุคคลทางการสงฆ์ ซึ่งไม่เคยปรากฏชัดเจนมาก่อนในอดีต

ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านและโอกาสในอนาคต

การนำระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ มาปฏิบัติใช้อย่างเต็มรูปแบบย่อมนำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสในหลายมิติ ดังจะได้วิเคราะห์เป็นประเด็น ๆ ต่อไปนี้

ด้านความท้าทาย ประการแรกคือการเปลี่ยนผ่านบุคลากรเดิมเข้าสู่ระบบใหม่ตามบทเฉพาะกาล ซึ่งต้องอาศัยการตรวจสอบคุณสมบัติและการจัดทำระบบฐานข้อมูลบุคลากรที่แม่นยำ ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน หากข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่สมบูรณ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์และการวางแผนพัฒนาบุคลากรในระยะยาว

ประการต่อมาคือความจำเป็นในการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร เนื่องจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงและส่วนงานการศึกษาอื่น ๆ มีความจำเป็นต้องจัดตั้งกองเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการระบบทะเบียนประวัติและระบบการสอบแบบดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน อันเป็นทรัพยากรที่ยังขาดแคลนในวงการคณะสงฆ์

ประการที่สามคือการปรับตัวของครูและผู้บริหารสถานศึกษาต่อระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานใหม่ ซึ่งอาจแตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิมที่เคยคุ้นเคย การสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้บุคลากรจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

ด้านโอกาส ระเบียบ กศป. เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา จศป. อย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน และการลาไปทำงานวิจัยหรือบริการวิชาการ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา อันจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสำนักเรียนพระปริยัติธรรมทั่วประเทศให้สูงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ส่วนงานการศึกษาสามารถจัดตั้งกลุ่มบริหารงานบุคคลและกองนโยบายและแผนการจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากมีระบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้การขยายงานพระศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

บทสรุป

โครงสร้างการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรมตามระเบียบ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๓ นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยยังคงธำรงไว้ซึ่งคุณค่าอันสูงส่งของพระธรรมวินัยและระเบียบปฏิบัติของมหาเถรสมาคมอย่างเคร่งครัด การจัดตั้งองค์กรกลางอย่าง กบป. และ อบป. การกำหนดสถานะของ จศป. ให้มีความชัดเจน การวางระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ ตลอดจนการกำหนดวินัยและกระบวนการคุ้มครองสิทธิ ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานสอนและผู้สนับสนุนการศึกษา อันจะเป็นรากฐานสำคัญให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันและอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายในการเริ่มต้นระบบใหม่ย่อมเป็นบททดสอบสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรทุกระดับชั้น หากพระสังฆาธิการ ผู้บริหารการศึกษา ครู และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมกันศึกษาและปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ โอกาสในการสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพและเปี่ยมด้วยคุณธรรมย่อมบังเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม อันจะนำพาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสืบไปชั่วกาลนาน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *