แนวทางการบริหารงบประมาณสถานศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
งบประมาณนับเป็นปัจจัยเกื้อหนุนลำดับต้นในการขับเคลื่อนภารกิจของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงอยู่และการสืบทอดพระพุทธศาสนา ในอดีตที่ผ่านมา การบริหารจัดการงบประมาณภายในสำนักเรียนหรือสถานศึกษาพระปริยัติธรรมมักอิงอยู่กับศรัทธาบริจาคและระบบอุปถัมภ์เป็นหลัก ส่งผลให้ขาดความคล่องตัวและมาตรฐานในการวางแผนงานวิชาการในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตราพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และการประกาศใช้ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยโครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแห่งมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลบริหารการจัดการศึกษาภายในสถานศึกษานั้น ๆ อย่างเป็นอิสระมากขึ้น บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์แนวทางการบริหารงบประมาณตามโครงสร้างใหม่ เพื่อให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลีสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจด้านวิชาการและการสร้างศาสนทายาทอย่างยั่งยืน
โครงสร้างการบริหารงบประมาณภายใต้ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓
หัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณเริ่มต้นจากการจัดวางระบบบริหารจัดการภายในที่มีความชัดเจน ตามข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมได้กำหนดให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแห่งต้องจัดตั้งส่วนงานภายในเพื่อรองรับภารกิจสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการบริหารดังนี้
กลุ่มงานแรกคือ กลุ่มงานบริหารงบประมาณ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน การจัดทำคำของบประมาณประจำปี และการกำกับดูแลการใช้จ่ายให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการและคณะสงฆ์
กลุ่มงานที่สองคือ กลุ่มบริหารงานทั่วไป ทำหน้าที่สนับสนุนงานธุรการและงานอาคารสถานที่ ซึ่งต้องทำงานประสานกับกลุ่มงานงบประมาณเพื่อให้การซ่อมบำรุงและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างคุ้มค่าและโปร่งใส
กลุ่มงานที่สามคือ กลุ่มงานวิชาการ ซึ่งถือเป็นกลุ่มงานที่สำคัญที่สุดในฐานะผู้ใช้งบประมาณหลัก เพื่อพัฒนาหลักสูตร จัดการเรียนการสอน และดำเนินการสอบธรรมและบาลีสนามหลวง
การแยกส่วนงานเหล่านี้ออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนตามข้อบังคับมิได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างขั้นตอนที่ซับซ้อน หากแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะผู้สนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน และพุทธศาสนิกชนในฐานะผู้บริจาคทรัพย์โดยเสด็จพระกุศล
การเชื่อมโยงงบประมาณสู่ภารกิจด้านวิชาการ
ภารกิจหลักของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมคือการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย ดังนั้น การบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมงานวิชาการเป็นลำดับแรก โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
ประการแรกคือ การจัดทำแผนงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ สถานศึกษาควรนำนโยบายจากกองนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงและสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงมาเป็นแม่แบบในการกำหนดทิศทางการใช้จ่าย การจัดสรรงบประมาณควรให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนพระธรรมวินัย การจัดหาตำราเรียนที่ทันสมัย และการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูพระปริยัติธรรม เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการสอบสนามหลวงให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สองคือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้ระเบียบการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๓ สถานศึกษาสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรมได้ไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เช่นนี้ถือเป็นการใช้งบประมาณที่ก่อให้เกิดผลผลิตเชิงวิชาการที่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
ประการที่สามคือ การบริหารจัดการทุนการศึกษาและรางวัลเรียนดี การจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพระภิกษุสามเณรที่มีผลการเรียนดีเด่น หรือผู้ที่สอบได้ในระดับเปรียญธรรมและนักธรรมชั้นต่าง ๆ เป็นส่วนสำคัญของการสร้างแรงจูงใจที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพทางวิชาการและการรักษาไว้ซึ่งศาสนทายาทที่มีคุณภาพ
กลไกการตรวจสอบและการกำกับดูแลเพื่อความโปร่งใส
ความท้าทายประการสำคัญในการบริหารงบประมาณของคณะสงฆ์คือการสร้างระบบการตรวจสอบที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ได้จัดวางกลไกเพื่อควบคุมดูแลการใช้งบประมาณในระดับต่าง ๆ ไว้อย่างรอบคอบ
ประการแรกคือ การจัดตั้งกลุ่มตรวจสอบภายในประจำสำนักงานแม่กอง ตามข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมได้กำหนดให้มีกลุ่มตรวจสอบภายในขึ้นตรงต่อแม่กองบาลีสนามหลวงและแม่กองธรรมสนามหลวง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานและการใช้งบประมาณภายในสถานศึกษา กลไกนี้ช่วยให้สถานศึกษาระดับฐานรากมีที่ปรึกษาและผู้ตรวจสอบที่เข้าใจบริบทและธรรมชาติของการดำเนินงานของคณะสงฆ์อย่างแท้จริง
ประการที่สองคือ บทบาทของคณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีอำนาจในการเกลี่ยอัตรากำลังและการพิจารณาบำเหน็จความชอบอันสัมพันธ์โดยตรงกับงบประมาณด้านบุคลากร การบริหารงบประมาณที่สอดคล้องกับการบริหารงานบุคคลจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์
ประการที่สามคือ การรายงานผลการดำเนินงาน สถานศึกษาต้องจัดทำรายงานการใช้งบประมาณเสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะผู้รักษาการตามข้อบังคับ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงบประมาณ
ในยุคดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณไม่สามารถแยกออกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้ สถานศึกษาควรประสานงานกับกองเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนกลางเพื่อนำระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการงบประมาณ ดังนี้
ระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะการเงินได้แบบเรียลไทม์ ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำบัญชีด้วยมือ และเพิ่มความรวดเร็วในการรายงานผล
ฐานข้อมูลทะเบียนประวัตินักเรียนและบุคลากร เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณรายหัวและการจ่ายค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นไปอย่างแม่นยำ ถูกต้อง ตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารงานบุคคลกำหนด
ระบบการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการเปรียบเทียบราคาวัสดุอุปกรณ์การศึกษาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
บทสรุป
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลีมิใช่เพียงเรื่องของการควบคุมตัวเลขทางการบัญชีเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับสนับสนุนมานั้น เปลี่ยนเป็นความรู้ ความสามารถ และศีลาจารวัตรอันงดงามของศาสนทายาทผู้จะสืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไป
การปฏิบัติตามโครงสร้างการบริหารงานที่ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมกำหนดไว้ ประกอบด้วยการจัดตั้งกลุ่มงานงบประมาณที่มีเอกภาพ การเชื่อมโยงการเงินเข้ากับแผนงานวิชาการ และการยอมรับการตรวจสอบจากส่วนกลาง จะเป็นเครื่องคุ้มกันสถานศึกษาให้พ้นจากปัญหาการบริหารงานที่ผิดพลาด และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาคณะสงฆ์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
หากพระสังฆาธิการและผู้บริหารสถานศึกษาสามารถบูรณาการหลักพระธรรมวินัยเข้ากับหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว งบประมาณซึ่งเป็นโภคทรัพย์ทางโลกย่อมจะกลายเป็นอริยทรัพย์ทางธรรมที่ทรงคุณค่าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นและเจริญรุ่งเรืองสืบไป
แหล่งข้อมูลประกอบการศึกษา
- พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
- ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยโครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓
- ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓
- กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๖๓)

