การบริหารเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษกับบทบาทในการส่งเสริมธรรมศึกษา

การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ทั้งนักธรรมและธรรมศึกษา นับเป็นรากฐานสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนหลัก ได้ดำเนินการส่งเสริมและขยายโอกาสทางการศึกษาดังกล่าวไปยังทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายประการหนึ่งที่ปรากฏคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างเขตการปกครองคณะสงฆ์กับสภาพความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ จำนวนวัด และความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนพระธรรมวินัยให้ทั่วถึง

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว คณะสงฆ์ไทยโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบมหาเถรสมาคม จึงได้มีการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบการปกครองในระดับพื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมยิ่งขึ้น ผ่านกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง “เขตปกครองคณะสงฆ์ระดับตำบลกรณีพิเศษ” การดำเนินการนี้มิได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนขอบเขตการปกครองเพื่อความสะดวกของฝ่ายบริหารเท่านั้น หากแต่ยังมีนัยยะสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา เพื่อเอื้อต่อการเผยแผ่และการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงเยาวชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องถิ่นห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีความซับซ้อน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษตามประกาศของเจ้าคณะจังหวัดต่างๆ และศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนธรรมศึกษา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและขยายผลการดำเนินงานของคณะสงฆ์ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

๑. หลักการและฐานอำนาจทางกฎหมายในการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษ

การกำหนดเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับตำบลให้แตกต่างไปจากเขตการปกครองส่วนภูมิภาคทั่วไปนั้น ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

๑.๑ ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พ.ศ. ๒๕๓๔
ระเบียบนี้โดยเฉพาะในข้อ ๑๑ ได้ให้อำนาจเจ้าคณะจังหวัดในการประกาศกำหนดเขตปกครองตำบลเป็นกรณีพิเศษ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะภาค กลไกดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเจ้าคณะปกครองในการบริหารจัดการวัดในพื้นที่ที่มีจำนวนวัดน้อยเกินไปหรือไม่สอดคล้องกับเขตการปกครองของทางราชการ ทำให้สามารถรวมกลุ่มวัดให้เป็นเอกภาพและเอื้อต่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

๑.๒ การบูรณาการร่วมกับพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
โครงสร้างการปกครองที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะต้องสอดรับกับนโยบายการจัดการศึกษาตามที่คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนบทบาทของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรมและปริยัตินิเทศก์ ในการนิเทศ ติดตาม และส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนภายในเขตพื้นที่ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นกรณีพิเศษนั้นๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า การจัดตั้งเขตปกครองระดับตำบลกรณีพิเศษจึงมิใช่เป็นเพียงการแบ่งเขตพื้นที่เพื่อความสะดวกในการปกครองเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างหน่วยบริหารวิชาการระดับฐานราก ที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม รวมถึงการจัดสอบธรรมสนามหลวงให้แก่โรงเรียนและเยาวชนในเครือข่ายภายในเขตปกครองคณะสงฆ์นั้นๆ อันเป็นการขยายขีดความสามารถในการดำเนินงานของคณะสงฆ์ให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

๒. รูปแบบและแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษเพื่อส่งเสริมการศึกษา

จากการศึกษาประกาศของเจ้าคณะจังหวัดต่างๆ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึง ๒๕๖๖ พบว่าได้มีการนำแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองกรณีพิเศษมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการศึกษาในหลากหลายรูปแบบ สามารถจำแนกเป็นแนวทางหลักๆ ได้ดังนี้

๒.๑ การรวมเขตปกครองเพื่อสร้างความเข้มแข็ง
ในพื้นที่ซึ่งแต่ละตำบลตามเขตการปกครองทั่วไปมีจำนวนวัดน้อย อาจไม่ถึง ๕ วัด เจ้าคณะปกครองได้อาศัยอำนาจตามระเบียบประกาศรวมวัดจากหลายตำบลเข้าด้วยกันเป็นตำบลสงฆ์เดียว เช่น กรณีจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รวมวัดจากตำบลเขาค้อ ตำบลทุ่งสมอ และตำบลหนองแม่นา เข้าเป็น “ตำบลเขาค้อ” หรือกรณีคณะธรรมยุตในจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีการรวมวัดจาก ๔ ตำบลเข้าด้วยกันเป็น “ตำบลบัวขาว (ธรรมยุต)” รูปแบบนี้ช่วยให้มีจำนวนพระภิกษุสามเณรและบุคลากรทางการศึกษามากพอที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้หรือหน่วยจัดการสอบธรรมศึกษาประจำตำบลได้ ส่งผลให้เยาวชนในพื้นที่ที่ไม่มีวัดหรือมีวัดน้อย สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และโอกาสทางการศึกษาในเขตปกครองเดียวกันได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

๒.๒ การแบ่งเขตปกครองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล
ในทางตรงกันข้าม สำหรับตำบลที่มีวัดจำนวนมากจนเกินไป การดูแลของเจ้าคณะตำบลแต่เพียงรูปเดียวอาจไม่ทั่วถึง จึงมีการแบ่งเขตปกครองออกเป็นหลายเขต เช่น ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย ที่แบ่งออกเป็น ๒ เขต หรือตำบลโนนสว่าง จังหวัดบึงกาฬ ที่แบ่งเป็น ๒ เขต เช่นกัน รูปแบบนี้ส่งผลดีต่อการจัดการศึกษาธรรมศึกษาอย่างชัดเจน เนื่องจากทำให้การกระจายงบประมาณ การนิเทศติดตามผลโดยปริยัตินิเทศก์ รวมถึงการดูแลนักเรียนของครูสอนศีลธรรมในโรงเรียน มีความละเอียดและใกล้ชิดยิ่งขึ้นตามสัดส่วนพื้นที่ที่เล็กลง

๒.๓ การจัดตั้งเขตปกครองครอบคลุมหลายเขตการปกครอง
แนวทางนี้พบมากในคณะธรรมยุต เนื่องจากมีจำนวนวัดจำกัดและตั้งอยู่กระจัดกระจาย การจัดตั้งตำบลสงฆ์จึงต้องครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้น เช่น การจัดตั้ง “ตำบลบางปลากด (ธรรมยุต)” ในจังหวัดนครนายก ซึ่งรวบรวมวัดจาก ๖ ตำบลใน ๓ อำเภอ หรือ “ตำบลกะไหล (ธรรมยุต)” ในจังหวัดพังงา ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง ๔ อำเภอ การจัดโครงสร้างเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่มีวัดในคณะธรรมยุต สามารถขอเข้ารับการศึกษาธรรมศึกษาภายใต้ระบบการปกครองของตนเองได้อย่างเป็นระบบ อันเป็นการลดช่องว่างและขยายโอกาสทางการศึกษาพระปริยัติธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

๓. บทวิเคราะห์ผลกระทบของการจัดตั้งเขตปกครองกรณีพิเศษต่อการส่งเสริมธรรมศึกษา

การปรับปรุงเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับตำบลเป็นกรณีพิเศษได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงประจักษ์ต่อการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมในหลายมิติที่สำคัญ ได้แก่

  • การขยายโอกาสและเพิ่มความครอบคลุมของพื้นที่บริการทางการศึกษา การรวมวัดที่กระจัดกระจายอยู่ตามเขตการปกครองต่างๆ เข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดจุดศูนย์กลางหรือเครือข่ายการเรียนรู้ที่เข้มแข็งขึ้น ทำให้เยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดารไม่ต้องเดินทางไปศึกษาในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากตำบลสงฆ์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนศูนย์รวมในการจัดการเรียนการสอนและการสอบธรรมศึกษาให้แก่เยาวชนในเขตพื้นที่นั้นๆ
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การมีโครงสร้างเขตปกครองที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ช่วยให้สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงและเจ้าคณะทุกระดับ สามารถจัดสรรและส่งบุคลากรทางการศึกษา เช่น เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม หรือครูพระปริยัตินิเทศก์ ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความต้องการหรือมีศักยภาพได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การยกระดับมาตรฐานการจัดการวัดและประเมินผล เขตปกครองกรณีพิเศษที่ได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ มีความพร้อมในการทำหน้าที่เป็น “ศูนย์สอบธรรมศึกษาประจำตำบล” ซึ่งมีความมั่นคงและมีทรัพยากรมากกว่าเมื่อเทียบกับการดำเนินการโดยวัดเดียว ทำให้การดำเนินการจัดสอบธรรมสนามหลวงเป็นไปตามระเบียบและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่งผลให้ผลการประเมินมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ
  • การสร้างความมั่นคงให้แก่เครือข่ายสถานศึกษาพระปริยัติธรรม สถานศึกษาพระปริยัติธรรมในสังกัดต่างๆ สามารถใช้โครงสร้างการปกครองนี้เป็นกลไกในการกำกับดูแล ส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพวิชาการในระดับพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้นผ่านระบบปริยัตินิเทศก์ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

๔. กรณีศึกษาเชิงประจักษ์: ภาพสะท้อนจากการดำเนินงานในพื้นที่

เพื่อให้เห็นภาพการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอนำเสนอกรณีศึกษาจากจังหวัดต่างๆ ดังนี้

จังหวัดฉะเชิงเทรา (คณะธรรมยุต): ได้มีการประกาศกำหนดเขตปกครองตำบลกรณีพิเศษ โดยรวมวัดที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางปะกง และอำเภอบ้านโพธิ์ เข้าด้วยกันเป็น “ตำบลหน้าเมือง (ธรรมยุต)” การบริหารจัดการในลักษณะนี้ช่วยให้วัดขนาดเล็กในแต่ละอำเภอมีเครือข่ายและมีหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาร่วมกัน ก่อให้เกิดความต่อเนื่องและความมั่นคงแก่จำนวนผู้เข้ารับการสอบธรรมศึกษาในภาพรวมของจังหวัด

จังหวัดขอนแก่น: ได้มีการแบ่งเขตการปกครองในตำบลที่มีความเจริญและมีจำนวนวัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ตำบลศิลา และตำบลท่าพระ ออกเป็นหลายเขต คือ เขต ๑ เขต ๒ และเขต ๓ เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนวัดและความหนาแน่นของโรงเรียนในเขตเมือง การปรับโครงสร้างนี้ช่วยลดภาระของเจ้าคณะปกครองในการดูแล และเพิ่มความคล่องตัวในการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอนธรรมศึกษาให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชนในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทสรุป

การจัดการเขตปกครองคณะสงฆ์กรณีพิเศษในระดับตำบลนั้น มิได้เป็นเพียงเรื่องของการบริหารจัดการภายในคณะสงฆ์เท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบการศึกษาพระพุทธศาสนาของประเทศ การนำระเบียบมหาเถรสมาคมมาปรับใช้ให้เกิดความยืดหยุ่น เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ผ่านการประกาศของเจ้าคณะจังหวัดในรูปแบบต่างๆ ทั้งการรวมเขต การแบ่งเขต หรือการจัดตั้งเขตข้ามพื้นที่ปกครอง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการขยายโอกาสและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการศึกษาพระปริยัติธรรมของเยาวชนไทย

ความท้าทายในระยะต่อไป คือการพัฒนาและบูรณาการองค์ความรู้สมัยใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาสนับสนุนการทำงานของเขตปกครองกรณีพิเศษเหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลนักเรียน การจัดสอบ และการติดตามผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว สอดคล้องกับแนวนโยบายของคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม หากคณะสงฆ์สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการปกครองที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นนี้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีความทันสมัยและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมแล้วนั้น เยาวชนไทยไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม ย่อมจะได้รับโอกาสในการเข้าถึงแสงสว่างแห่งพระธรรมคำสอน อันจะนำไปสู่การพัฒนาปัญญาและคุณธรรมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของชีวิตและสังคมสีปไป

อ้างอิง

๑. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม.

๒. พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒.

๓. ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการกำหนดจำนวนและเขตปกครองตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗.

๔. ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยโครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓.

๕. ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๓.

๖. ประกาศเจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์, กาฬสินธุ์, เชียงราย, ฉะเชิงเทรา และจังหวัดต่างๆ ว่าด้วยการกำหนดเขตปกครองตำบลกรณีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๖๖.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *