Category: กฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์
พระปริยัตินิเทศก์: กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาคณะสงฆ์ ในการบริหารจัดการการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย “พระปริยัตินิเทศก์” ถือเป็นบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษามาตรฐานและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม บทความนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับนิยาม บทบาทหน้าที่ และสถานภาพทางกฎหมายของพระปริยัตินิเทศก์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อโครงสร้างการบริหารงานบุคคลภายใต้ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม
กลไกที่มองไม่เห็น (The Invisible Mechanism) ในระบบการศึกษาทางโลก เรามี “ศึกษานิเทศก์” คอยกำกับคุณภาพโรงเรียน ในโลกของธุรกิจ เรามี “Auditor” และ “Consultant” คอยตรวจสอบและวางแผนกลยุทธ์ แล้วในโลกของการศึกษาคณะสงฆ์ล่ะ? ใครคือคนที่คอยดูว่า พระเณรเรียนอะไร? ครูสอนดีไหม? หรือหลักสูตรเดินหน้าไปทางไหน? คำตอบคือ “พระปริยัตินิเทศก์”.
เมื่อ “ทัพหน้า” แข็งแกร่ง ต้องมี “กองหนุน” ที่ทรงพลัง เวลาเราพูดถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม สปอตไลท์มักจะส่องไปที่ “ครูผู้สอน” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาจะเดินหน้าไปไม่ได้เลยหากขาด “Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการที่ดี
เมื่อการสอนธรรมะ ต้องมี “วิทยฐานะ” รองรับ ในอดีต ภาพจำของ “ครูสอนพระปริยัติธรรม” อาจดูเหมือนภารกิจเชิงอุทิศตนที่ขึ้นอยู่กับความเสียสละเป็นหลัก แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม และข้อบังคับปี ๒๕๖๓ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Professionalism” (ความเป็นมืออาชีพ)
ความยืดหยุ่นภายใต้กฎระเบียบ ในภาพจำเดิมๆ ของสังคมไทย พระภิกษุมักจำพรรษาอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่งเป็นหลัก แต่ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ พระภิกษุที่เป็น “จศป.” (เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม) ไม่ได้เป็นเพียงพระลูกวัด แต่ท่านคือ “บุคลากรภาครัฐ” ภายใต้โครงสร้างคณะสงฆ์ คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อพระคุณเจ้าสวมหมวกความเป็น “เจ้าหน้าที่” ด้วย ท่านจะสามารถโยกย้าย เปลี่ยนที่ทำงาน หรือข้ามสายงานได้หรือไม่? เหมือนข้าราชการครูที่ย้ายโรงเรียนได้ไหม?
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ ในวงการการศึกษาคณะสงฆ์ มีคำถามโลกแตกที่ถามกันบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “ตกลงแล้ว จศป. เป็นข้าราชการหรือไม่?” คำตอบคือ “ไม่ใช่”… แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมถึงใช้ระเบียบวินัยเดียวกับข้าราชการ? ทำไมเงินเดือนต้องผ่านกระทรวงการคลัง?
รอยต่อของ “ศรัทธา” กับ “ระบบงาน” ในอดีต ภาพจำของการทำงานในแวดวงศาสนา มักถูกขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธา” เป็นที่ตั้ง จนบางครั้งเราอาจหลงลืมไปว่า บุคลากรทางการศึกษาพระปริยัติธรรม—ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ จิตอาสา หรือฆราวาส—ต่างก็คือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ต้องการระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน
ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรม (ปริยัติธรรม) ซึ่งเป็นรากฐานของคณะสงฆ์ไทย การบริหารจัดการบุคคลากรนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่ในที่สุด เราก็ได้เห็นความชัดเจนที่สำคัญยิ่งในเชิง “ความเป็นรัฐ” ของเจ้าหน้าที่ เมื่อ “ประกาศคณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม เรื่อง บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” ถูกประกาศใช้
การบริหารจัดการ “วัด” ในปัจจุบัน มิใช่เพียงเรื่องของการเผยแผ่ศาสนาและประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบในฐานะ “นิติบุคคล” ที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕) และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้วางกรอบระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับ “ศาสนสมบัติ” ไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและรักษาศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
ในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา “ทรัพย์สิน” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องมีการจัดการด้วยความรอบคอบและรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ศาสนสมบัติกลาง” ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของพระศาสนาที่มิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ บทความนี้จะนำเสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษา และมาตรการคุ้มครองศาสนสมบัติกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม