Category: กฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์
ในมิติของการบริหารจัดการองค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง “คณะสงฆ์ไทย” การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับมหภาคถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาในระดับรัฐ บทความนี้จะพาย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งถือเป็น “รอยต่อ” ครั้งประวัติศาสตร์ เมื่ออำนาจหน้าที่ในการอุปถัมภ์และทำนุบำรุงพุทธจักรถูกโอนย้ายจาก กรมการศาสนา ไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อะไรคือมูลเหตุจูงใจเชิงนโยบาย? และการปฏิรูปครั้งนี้ส่งผลต่อสถานะของศาสนาพุทธในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างไร?
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “มหาเถรสมาคม” (มส.) มิได้เป็นเพียงที่ประชุมของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่หากพิจารณาผ่านเลนส์ทางนิติศาสตร์และการบริหารจัดการองค์กร มหาเถรสมาคมคือ “องค์กรบริหารและนิติบัญญัติสูงสุด” ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และวางรากฐานทางกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองศรัทธาในบวรพุทธศาสนา แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูสืบเนื่องมาจากจารีตประเพณี ทว่าการขับเคลื่อนองค์กรสงฆ์ในปัจจุบันอยู่ภายใต้กลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนและรัดกุม เพื่อให้พุทธจักรไทยดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ในบริบทของสังคมไทย “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงดำรงฐานะเป็นศูนย์รวมจิตใจในฐานะประมุขแห่งศาสนจักร ทว่าในมิติทางนิติศาสตร์และการบริหารราชการคณะสงฆ์ พระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” ผู้นำสูงสุดผู้กุมบังเหียนในการขับเคลื่อนโครงสร้างพุทธศาสนาให้ดำเนินไปอย่างมีเอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายครั้งสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อพระอำนาจหน้าที่และการบริหารงานปกครองสงฆ์ในยุคปัจจุบัน
เมื่อเราเดินทางไปสักการะวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย หลายคนอาจสังเกตเห็นสร้อยนามต่อท้ายชื่อวัดที่มีความวิจิตรบรรจง เช่น “…ราชวรมหาวิหาร” หรือ “…วรวิหาร” สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาของสถาบันพระมหากษัตริย์ และการวางรากฐานการบริหารจัดการวัดให้เป็นระบบสากลมานับร้อยปีครับ
ในยุคที่เราให้ความสำคัญกับ “Digital Identity” หรือตัวตนบนโลกออนไลน์ ทราบหรือไม่ว่าในสังฆมณฑลไทยก็มีประเด็นเรื่อง “Legal Identity” หรือตัวตนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและชวนปวดหัวไม่แพ้กัน หลายคนเวลาเดินทางไปทำบุญอาจเคยสังเกตเห็นป้ายชื่อสถานที่ บางแห่งใช้คำว่า “วัด…” แต่บางแห่งกลับใช้คำว่า “สำนักสงฆ์…” สองคำนี้ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อเรียก แต่มันคือปมปัญหาทางกฎหมายระดับชาติที่ทำให้ศาลฎีกาและกฤษฎีกาต้องออกมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันว่า “สถานะนิติบุคคล” ของวัดสำคัญอย่างไร และทำไมเรื่องนี้ถึงส่งผลกระทบต่อเงินทำบุญและที่ดินของพุทธศาสนิกชน
หากเราเปรียบ “วัด” เป็นองค์กรหรือบริษัทหนึ่ง และมี “มหาเถรสมาคม” เป็นบอร์ดบริหารสูงสุด (Board of Directors) เหล่าภิกษุที่เราเรียกว่า “พระสังฆาธิการ” ก็คือผู้บริหารระดับสูง (Executives) ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนฟันเฟืองของพุทธศาสนาให้เดินหน้าไปได้อย่างมีระบบ
เมื่อพูดถึง “กฎหมาย” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเป็นประมวลกฎหมายอาญาหรือแพ่งที่ใช้ตัดสินคดีความในศาล แต่รู้หรือไม่ว่าในโลกของสังฆมณฑลไทยก็มี “ธรรมนูญ” หรือ “Operating System” (OS) ที่คอยขับเคลื่อนศรัทธาและการปกครองพระสงฆ์หลายแสนรูปให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมานับร้อยปี บทความนี้ขอเชิญชวนทุกท่านมา “กางคัมภีร์ผ้าเหลือง” ย้อนดูวิวัฒนาการว่ากว่าจะมาเป็นกฎเกณฑ์ที่เราเห็นในปัจจุบัน กฎหมายคณะสงฆ์ไทยผ่านการอัปเกรดเวอร์ชันอย่างไรบ้าง
การได้รับพระราชทาน “วิสุงคามสีมา” มิได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณเท่านั้น แต่ในทางนิติศาสตร์และพระธรรมวินัย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับฐานะของวัดให้มีความสมบูรณ์สูงสุด จากเดิมที่เป็นเพียงนิติบุคคลตามกฎหมายสู่การเป็นศาสนสถานที่มีอธิปไตยเหนือเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยสิทธิขาด
การขอรับพระราชทาน “วิสุงคามสีมา” ถือเป็นขั้นตอนทางกฎหมายและพระธรรมวินัยที่สำคัญยิ่งในการรับรองสถานะความสมบูรณ์ของวัดในพระพุทธศาสนา หนึ่งในองค์ประกอบหลักที่เจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ให้ความสำคัญคือ “การตรวจสอบสภาพและรายละเอียดของอุโบสถ” เพื่อยืนยันว่าเสนาสนะดังกล่าวมีความมั่นคงถาวรและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ในการดำเนินงานขอรับพระราชทาน “วิสุงคามสีมา” เพื่อความสมบูรณ์แห่งอารามตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย ประเด็นเรื่องระยะเวลาการตั้งวัดถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดมักมีข้อสงสัย โดยเฉพาะในกรณีที่ “อุโบสถยังก่อสร้างไม่เสร็จสิ้น” ว่ามีความจำเป็นต้องรอให้ครบกำหนด ๕ ปีหรือไม่