Category: การบริหารกิจการคณะสงฆ์
ในภูมิทัศน์ทางสังคมของประเทศไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงในฐานะสถาปัตยกรรมทางศาสนาหรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเท่านั้น แต่ยังทรงสถานะเป็นสถาบันทางสังคมที่ยึดโยงจิตวิญญาณและวิถีชีวิตของคนในชุมชนมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความท้าทายของการพัฒนาเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคพลวัต มหาเถรสมาคมได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของวัดให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่บูรณาการได้จริง จึงได้สถาปนากลไกเชิงนโยบายที่สำคัญคือ ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” พุทธศักราช ๒๕๖๖
ในมิติทางพระพุทธศาสนา “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงสถาปัตยกรรมทางจิตวิญญาณเท่านั้น หากแต่ยังเป็น “สัปปายะ” หรือสภาวะแวดล้อมอันเกื้อกูลต่อการยกระดับจิตใจและปัญญาของพุทธบริษัท การรักษาความศักดิ์สิทธิ์และสุขภาวะของศาสนสถานให้สมเจตนารมณ์ดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างที่รัดกุม โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “การเรี่ยไร” มิได้ดำรงสถานะเพียงกิจกรรมเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อระดมทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานเท่านั้น หากแต่เป็นนิติกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงระหว่าง “ศรัทธา” ของพุทธบริษัทและ “ความโปร่งใส” ภายใต้ร่มเงาแห่งกฎหมายบ้านเมือง
ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางสังคมที่ทวีความซับซ้อน “ยาเสพติด” ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับโครงสร้างที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพทางกายภาพของประชากร แต่ยังทำลายดุลยภาพทางจิตวิญญาณและบรรทัดฐานของสังคม ในบริบทของสังคมไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงพื้นที่ประกอบศาสนพิธี แต่ยังเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและเป็นกลไกในการ “ขัดเกลาทางสังคม” (Socialization)
ท่ามกลางพลวัตแห่งความเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมและอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย “ความปรองดองสมานฉันท์” ได้ทวีความสำคัญในฐานะวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนแสวงหาเครื่องมือเชิงประจักษ์มาปรับใช้เพื่อสถาปนาสันติภาพที่ยั่งยืน ในมิติของพุทธจักรไทย มหาเถรสมาคมได้เล็งเห็นถึงพลังอำนาจแห่ง “ศีล” ในฐานะบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ที่สามารถเชื่อมร้อยความแตกต่างและลดทอนความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ตรา “ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ‘หมู่บ้านรักษาศีล ๕’ พุทธศักราช ๒๕๖๕” ขึ้น
ในยุคสมัยที่พรมแดนระหว่างโลกกายภาพและโลกดิจิทัลพร่าเลือน “สื่อสังคมออนไลน์” ได้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ที่เข้ามาท้าทายจารีตปฏิบัติของสังฆมณฑลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้พระธรรมวินัยจะเป็นหลักการที่ธำรงอยู่เหนือกาลเวลา ทว่าการแสดงออกของพระภิกษุสามเณรในพื้นที่สาธารณะดิจิทัลกลับมักก่อให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะ “โลกวัชชะ” หรือโทษทางโลกที่ชาวโลกติเตียน
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “พระอุปัชฌาย์” ทรงสถานะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดในการคัดกรองบุคลากรเข้าสู่สังฆมณฑล โดยกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ได้นิยามบทบาทของพระอุปัชฌาย์ในฐานะพระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาอุปสมบท
ในระบอบนิติรัฐ ของประเทศไทย พระภิกษุมิได้ดำรงสถานะเพียงพุทธบุตรภายใต้ร่มเงาแห่งพระธรรมวินัยเท่านั้น หากแต่ในมิติทางกฎหมาย ทรงมีสถานะเป็นพลเมืองภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญาแผ่นดิน และในกรณีที่ดำรงตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ ยังมีสถานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อีกด้วย
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย การรักษาความเรียบร้อยและศีลาจารวัตรของพระภิกษุสามเณร มิได้เป็นเพียงภารกิจเชิงจารีต แต่เป็นพันธกิจหลักทางกฎหมายของพระสังฆาธิการทุกระดับชั้น เมื่อปรากฏกรณีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอันนำไปสู่กระบวนการ “นิคหกรรม” หรือการลงโทษตามกฎหมายคณะสงฆ์ หัวใจสำคัญที่ระบุไว้ใน คู่มือพระสังฆาธิการ คือการแสวงหาข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการสืบพยานและพยานหลักฐานที่รัดกุม เพื่อให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นไปโดยอุติธรรม บริสุทธิ์ และปราศจากอคติทั้ง ๔ ประการ
ในระบอบนิติรัฐ ของประเทศไทย พระพุทธศาสนามิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเท่านั้น แต่สถานะขององค์กรสงฆ์และบุคลากรทางศาสนายังได้รับความคุ้มครองผ่านตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษา “อัตลักษณ์” ของเพศบรรพชิต ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์และศรัทธา