Category: การบริหารกิจการคณะสงฆ์
ในมิติของการบริหารการศึกษาแห่งชาติ เรามีกระทรวงศึกษาธิการและที่ประชุมอธิการบดีคอยวางรากฐานหลักสูตร ทว่าในอาณาจักรแห่งผ้าเหลืองที่ดำรงอยู่มานานนับพันปี การรักษาความถูกต้องของพระธรรมวินัยและการสืบทอดภาษาบาลีอันเป็นที่บรรจุพระพุทธพจน์ จำเป็นต้องมีผู้กำกับดูแลมาตรฐานวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตำแหน่ง “แม่กองบาลีสนามหลวง” และ “แม่กองธรรมสนามหลวง” จึงมิใช่เพียงตำแหน่งตามจารีตโบราณ แต่คือ “แม่ทัพทางปัญญา” ที่ได้รับความรองรับทางกฎหมายตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อขับเคลื่อนศาสนศึกษาไทยให้ก้าวทันพลวัตของโลกยุคใหม่
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่รุดหน้าดังเช่นปัจจุบัน การบริหารปกครององค์กรที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่าง “คณะสงฆ์ไทย” ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามอารามต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการบริหารราชการ ข้อมูลข่าวสารและกระแสรับสั่งจากส่วนกลางมักเดินทางถึงหัวเมืองไกลด้วยความล่าช้า หรืออาจเกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างทาง ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปได้ยาก
ระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทยมีการจัดโครงสร้างอย่างเป็นลำดับขั้น เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพทั่วราชอาณาจักร บทความนี้จะอธิบายถึงโครงสร้าง บทบาท หน้าที่ และเขตปกครองของตำแหน่งสำคัญสองระดับ คือ “เจ้าคณะใหญ่” และ “เจ้าคณะภาค” โดยครอบคลุมทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต
การปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรมในยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานครั้งสำคัญ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาทั่วประเทศ หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ คือ “สำนักแม่กองธรรมสนามหลวงประจำหน”
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ตรวจสอบภายใน” (Internal Audit) ภาพจำแรกที่ผุดขึ้นในความคิดของคนทำงานส่วนใหญ่ มักเป็นภาพของผู้คุมกฎที่จ้องจะจับผิดเรื่องเอกสารใบเสร็จ หรือความยุ่งยากใจในการตอบคำถามเรื่องตัวเลขทางบัญชี
ในบริบทการบริหารจัดการการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.) และสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง “กลุ่มตรวจสอบภายใน” ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการศึกษาและการบริหารงบประมาณเป็นไปตามมาตรฐานราชการและหลักนิติรัฐอย่างเคร่งครัด
ภายใต้กระแสธารแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น “นิติรัฐ” ของวงการการศึกษาสงฆ์ไทย การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้เป็นเพียงหมุดหมายของการรับรองวุฒิการศึกษาเท่านั้น หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนา “ธรรมาภิบาลทางการเงิน” (Financial Governance) ครั้งสำคัญ
ภายใต้โครงสร้างอันสวยหรูของ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ การศึกษาใน “แผนกสามัญศึกษา” ถูกนิยามให้เป็นโมเดลการเรียนรู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น “Hybrid Model” ของวงการสงฆ์ เพราะต้องจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญตามมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่ไปกับวิชาธรรมและบาลีของสนามหลวง
ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่คลื่นแห่งเทคโนโลยีถาโถมเข้าใส่ทุกสถาบันทางสังคม การศึกษาสงฆ์ไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ จากภาพจำเดิมของครูผู้ยืนหน้าชั้นและ “บรรยายความรู้” (Lecturer) ป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว วันนี้บริบทโลกบีบคั้นให้ต้องยกระดับสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่า นั่นคือการเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและบริหารจัดการให้ปัญญางอกงามขึ้นในใจผู้เรียน
ภายใต้ร่มเงาของ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดระเบียบโครงสร้างหรือตำแหน่งงานเท่านั้น ทว่า “หัวใจ” ที่แท้จริงของการปฏิรูปครั้งนี้ คือภารกิจในการยกระดับ “คุณภาพสถานศึกษา” ให้ก้าวพ้นจากกรอบเดิม ๆ ไปสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ”