Category: การบริหารกิจการคณะสงฆ์
ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่คลื่นแห่งเทคโนโลยีถาโถมเข้าใส่ทุกสถาบันทางสังคม การศึกษาสงฆ์ไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ จากภาพจำเดิมของครูผู้ยืนหน้าชั้นและ “บรรยายความรู้” (Lecturer) ป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว วันนี้บริบทโลกบีบคั้นให้ต้องยกระดับสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่า นั่นคือการเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและบริหารจัดการให้ปัญญางอกงามขึ้นในใจผู้เรียน
ภายใต้ร่มเงาของ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดระเบียบโครงสร้างหรือตำแหน่งงานเท่านั้น ทว่า “หัวใจ” ที่แท้จริงของการปฏิรูปครั้งนี้ คือภารกิจในการยกระดับ “คุณภาพสถานศึกษา” ให้ก้าวพ้นจากกรอบเดิม ๆ ไปสู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ”
ท่ามกลางกระแสธารแห่งเทคโนโลยีที่เชี่ยวกรากในศตวรรษที่ ๒๑ สถาบันทางสังคมทุกแห่งต่างถูกบีบคั้นให้ปรับตัวขนานใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง “วงการการศึกษาพระปริยัติธรรม” โจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงคำถามที่ว่า เราจะสอนอะไร แต่คือคำถามที่ท้าทายยิ่งกว่าว่า “เราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายได้อย่างไร?”
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางธุรการของคณะสงฆ์ไทย แต่คือนัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากระบบจารีตนิยมสู่ “ระบบนิติรัฐ” (Rule of Law) อย่างเต็มรูปแบบ ภารกิจที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่สุดในสมการนี้ คือการแปลงสถานะบุคลากรเดิมที่ปฏิบัติงานด้วยศรัทธา ให้กลายเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายรองรับ
ในโลกของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจคนทำงานได้มากที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อยยาก แต่คือ “ความไม่เป็นธรรม” การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และข้อบังคับปี ๒๕๖๓ ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรสงฆ์เท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองจากการพึ่งพิง “ความเมตตาตามดุลยพินิจ” สู่การสถาปนา “ระบบนิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง
ภายใต้คลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดมิใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือวิทยฐานะ แต่คือการรื้อโครงสร้างอำนาจเดิมที่เคยพึ่งพิง “ดุลยพินิจส่วนบุคคล” (Personal Discretion) มาสู่การสถาปนาระบบ “นิติรัฐ” (Rule of Law) ที่เข้มข้น
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน วนเวียนอยู่กับสมการง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือทำอย่างไรให้ “คน” และ “งาน” เชื่อมโยงกันได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ วงการการศึกษาคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการนำเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง” (Job Classification) มาใช้เป็นรากฐาน
กฎหมายที่ดีคือพิมพ์เขียวที่สวยงาม แต่ “กลไกการปฏิบัติ” คือช่างก่อสร้างที่จะทำให้พิมพ์เขียวนั้นกลายเป็นอาคารที่ตั้งตระหง่านได้จริง ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สังคมได้เห็นโครงสร้างระดับนโยบายที่ยิ่งใหญ่ แต่คำถามสำคัญที่นักบริหารมักตั้งข้อสังเกตคือ นโยบายจากยอดพีระมิดจะไหลลงสู่ฐานรากได้อย่างไรโดยไม่ผิดเพี้ยน? คำตอบของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่การสถาปนากลไกที่เรียกว่า “คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือเรียกโดยย่อว่า “อบป.”
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สังคมมักจับจ้องไปที่งบประมาณหรือตัวเลขสถิติ แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดและเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการปฏิรูปครั้งนี้ กลับเป็นกลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีชื่อย่อว่า “กบป.” หรือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อ “ทุนมนุษย์” ในวงการสงฆ์ไทย เพราะนี่มิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกขาน แต่มันคือการ “ชุบตัว” (Rebranding) และยกระดับสถานภาพของบุคลากรจากเดิมที่เป็นเพียงผู้อาศัยใบบุญหรือดุลยพินิจของทางวัด ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) อย่างเต็มภาคภูมิ