Category: การพัฒนาสยามประเทศ
ในยามที่ขบวนเสด็จตรวจการคณะสงฆ์เคลื่อนผ่านป่าเขาและทุ่งนาอันกว้างใหญ่ไพศาลของสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ภารกิจของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดระเบียบพระสงฆ์หรือการบริหารคณะนิกายเท่านั้น แต่ภายใต้พระเนตรอันแหลมคมของปราชญ์ พระองค์ทรงมองเห็นเพชรน้ำงามที่ซุกซ่อนอยู่ตามซากปรักหักพังและวัดร้างกลางป่า นั่นคือ “มรดกทางศิลปวัฒนธรรม” ที่กำลังถูกกาลเวลากัดกิน
ในอดีตกาล การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเปรียบเสมือนการเดินทางไกลที่มุ่งเน้นเพียงทิศทางเดียว นั่นคือการ “แปลภาษาบาลี” ภาพของพระภิกษุสามเณรที่นั่งท่องบ่นคัมภีร์ใบลาน ขะมักเขม้นกับการแกะศัพท์แสงทางไวยากรณ์อันสลับซับซ้อน เป็นภาพที่คุ้นตามาช้านาน ทว่าภายใต้ความเชี่ยวชาญทางภาษานั้น กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยจุดอ่อนประการสำคัญ คือการขาดความเข้าใจใน “แก่นธรรม”
ท่ามกลางริ้วขบวนแห่ทางสถลมารคหรือในงานพระราชพิธีอันวิจิตรตระการตา สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาพุทธศาสนิกชนเสมอมาคือ “พัดยศ” หลากสีสันที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพระเถรานุเถระ พัดเหล่านี้มิใช่เพียงเครื่องกันแดดกันลม แต่คือสัญลักษณ์แห่ง “เกียรติยศ” และ “ความรู้” ที่พระมหากษัตริย์ทรงถวายแด่ผู้ทรงศีล
ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามประเทศกำลังตื่นตัวกับการเร่งสร้าง “โรงเรียน” และขยายการศึกษาแผนใหม่ไปทั่วหัวระแหง วิชาการสมัยใหม่ทั้งเลขคณิต ภูมิศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่ห้องเรียนในวัดวาอาราม แต่ทว่า ท่ามกลางความตื่นตัวทางวิชาการนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเล็งเห็นจุดเปราะบางที่อาจเกิดขึ้น หากคนไทยมีความรู้ท่วมหัวแต่ขาดหลักยึดทางจิตใจ
ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แสงเทียนชัยส่องสว่างกระทบเครื่องทองราชูปโภคระยิบระยับ ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์เจ้า ภาพที่คุ้นตาของพสกนิกรชาวสยามคือการที่องค์พระประมุขทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และสดับพระธรรมเทศนาจากพระมหาเถระผู้ใหญ่บนธรรมาสน์อันวิจิตร
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๔ บรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวังอันวิจิตรตระการตา มิได้มีเพียงเรื่องราวของการปกครองและราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็น “โรงเรียนแห่งแรก” ของเจ้านายพระองค์น้อย ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเสาหลักทางปัญญาของสยามประเทศ พระองค์คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ หรือที่เรารู้จักกันในภายหลังว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ท่ามกลางกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบลานและแสงตะเกียงในหอไตรยุคเก่า การศึกษาพระพุทธศาสนาของสยามประเทศเคยถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความยากลำบากทางภาษา ในยุคสมัยที่ “อักษรขอม” เปรียบเสมือนกุญแจดอกเดียวที่จะไขเข้าไปสู่คลังความรู้ในพระไตรปิฎก พระภิกษุหนุ่มเณรน้อยต้องใช้เวลาแรมปีเพียงเพื่อท่องจำรูปร่างอักขระที่ขดงอวิจิตรบรรจงเหล่านั้น ก่อนที่จะได้เริ่มสัมผัสรสแห่งพระธรรมจริง ๆ
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศที่โหมกระหน่ำเข้ามาในสยามดั่งคลื่นลูกใหญ่ การศึกษาสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น กลิ่นหมึกพิมพ์เริ่มหอมอบอวลแทนที่กลิ่นใบลาน ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง แสงสว่างดวงหนึ่งได้ถูกจุดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา เป็นแสงสว่างที่ไม่ได้มาจากเปลวเทียนในโบสถ์วิหาร แต่เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่ถูกจารึกลงบนแผ่นกระดาษ นั่นคือการถือกำเนิดของ “ธรรมจักษุ”
เสียงประกาศก้องกลางกรุงปารีส ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในที่ประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ครั้งที่ ๔๐ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีเมื่อที่ประชุมมีมติประกาศยกย่องให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ด้านการศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เนื่องในวาระครบ ๑๐๐ ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ (พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๔)
ยุคสมัยแห่งกำแพงภาษา หากย้อนกลับไปมองบรรยากาศการศึกษาในวัดวาอารามของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่ง คือ พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีความรู้เรื่องพระวินัยหรือกฎระเบียบของสงฆ์อย่างลึกซึ้งเลย สาเหตุสำคัญมิใช่เพราะท่านเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะ “กำแพงภาษา” ที่ขวางกั้น คัมภีร์พระธรรมวินัยดั้งเดิมล้วนบันทึกด้วยภาษาบาลีอันเคร่งขรึม ผู้ที่จะล่วงรู้ความหมายได้มีเพียงผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีเท่านั้น ส่วนพระลูกวัดทั่วไปได้แต่ปฏิบัติตามๆ กันมาตามประเพณีโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้