Category: การศึกษาพระปริยัติธรรม
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล ความต้องการที่พึ่งทางใจและการแสวงหาความสงบภายในผ่านการปฏิบัติธรรมได้กลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่ไม่เพียงจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังขยายตัวสู่คนรุ่นใหม่ที่มองหาการเยียวยาจิตใจ (Mental Wellness) ในมิติทางพุทธศาสนา การประกาศใช้ ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการส่งเสริมสำนักปฏิบัติธรรมแห่งคณะสงฆ์ พ.ศ. 2567 จึงถือเป็น “หมุดหมายใหม่” ที่สะท้อนถึงการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทยให้มีธรรมาภิบาลและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน,
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับวิทยฐานะของผู้เรียน แต่ยังได้วางรากฐาน “ความเป็นวิชาชีพ” ให้แก่ผู้ขับเคลื่อนการเรียนการสอน หรือ “ผู้ปฏิบัติงานสอน” โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ และธรรมาภิบาลไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติและคงความบริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสถานะทางกฎหมาย สิทธิที่พึงมี และหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติของคุรุสงฆ์ในยุคปัจจุบัน
ในท่ามกลางความรุ่งโรจน์ของพุทธจักรไทยภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาครั้งใหญ่ด้วย พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานวิชาการสงฆ์สู่ระดับสากล ทว่าในอีกด้านหนึ่งของสังฆมณฑล ยังมีวัดอีกจำนวนมากที่ถูกจัดว่าเป็น “วัดยากจน” หรือวัดในถิ่นทุรกันดารที่กำลังเผชิญกับพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมในกลุ่มวัดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อการสร้าง “ศาสนทายาท” ในอนาคต
ท่ามกลางการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยครั้งสำคัญ สาระสำคัญประการหนึ่งที่มักถูกมองข้ามแต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกียรติภูมิของศาสนทายาท คือการรับรองและคุ้มครอง “ตัวตนทางวิชาการ” ของพระภิกษุสามเณรผู้สำเร็จการศึกษา การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอน แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังทางกฎหมายที่คุ้มครองวิทยฐานะและเครื่องหมายแห่งความสำเร็จทางธรรมวินัยไว้อย่างเข้มงวด เพื่อธำรงไว้ซึ่งศรัทธาและความถูกต้องในสังฆมณฑล
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของพลวัตโลกในปัจจุบัน บทบาทของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมมิได้จำกัดอยู่เพียงการสืบทอดพระธรรมวินัยตามโบราณราชประเพณีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสถาบันหลักในการบ่มเพาะทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยให้มีความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ, หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการกำหนดทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่เพียบพร้อม ทั้งในมิติของพุทธจักรและอาณาจักร เพื่อผลิต “ศาสนทายาท” ที่สมบูรณ์แบบในโลกสมัยใหม่
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและการวัดผลเชิงคุณภาพ ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ที่สำคัญยิ่งด้วยการตรา พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้มิได้เป็นเพียงกรอบระเบียบปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ “มาตรฐานและการประกันคุณภาพ” ของการศึกษาสงฆ์ให้มีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงโครงสร้างและนัยสำคัญของการสร้างระบบประกันคุณภาพในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อให้เห็นทิศทางของการสร้างศาสนทายาทในศตวรรษที่ 21
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่มีการวางรากฐานการศึกษาในวัด การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ไม่เพียงแต่เป็นการจัดระเบียบกฎหมายให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการ “ยกระดับ” สถานะของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้มีความมั่นคง มีมาตรฐาน และมีศักดิ์ศรีทางวิชาการทัดเทียมกับระบบการศึกษาของชาติ บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างการบริหารจัดการภายใต้คัมภีร์กฎหมายฉบับใหม่นี้ เพื่อให้เห็นทิศทางและโอกาสของศาสนทายาทในโลกยุคปัจจุบัน
สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง ได้ประมวลระเบียบปฏิบัติและแนวทางดำเนินการสำหรับนักเรียนผู้เข้าสอบบาลีสนามหลวง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเรียบร้อย บริสุทธิ์ และยุติธรรม ตามจารีตประเพณีของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี โดยมีรายละเอียดข้อบังคับที่ผู้เข้าสอบพึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้
ภายใต้โครงสร้างอันสวยหรูของ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ การศึกษาใน “แผนกสามัญศึกษา” ถูกนิยามให้เป็นโมเดลการเรียนรู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น “Hybrid Model” ของวงการสงฆ์ เพราะต้องจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญตามมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่ไปกับวิชาธรรมและบาลีของสนามหลวง
ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่คลื่นแห่งเทคโนโลยีถาโถมเข้าใส่ทุกสถาบันทางสังคม การศึกษาสงฆ์ไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นั่นคือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” (Paradigm Shift) ของผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ จากภาพจำเดิมของครูผู้ยืนหน้าชั้นและ “บรรยายความรู้” (Lecturer) ป้อนข้อมูลฝ่ายเดียว วันนี้บริบทโลกบีบคั้นให้ต้องยกระดับสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่า นั่นคือการเป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (Learning Facilitator) ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและบริหารจัดการให้ปัญญางอกงามขึ้นในใจผู้เรียน