Category: กฎหมายและระเบียบคณะสงฆ์
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สังคมมักจับจ้องไปที่งบประมาณหรือตัวเลขสถิติ แต่ฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดและเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของการปฏิรูปครั้งนี้ กลับเป็นกลไกการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีชื่อย่อว่า “กบป.” หรือ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ นับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อ “ทุนมนุษย์” ในวงการสงฆ์ไทย เพราะนี่มิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกขาน แต่มันคือการ “ชุบตัว” (Rebranding) และยกระดับสถานภาพของบุคลากรจากเดิมที่เป็นเพียงผู้อาศัยใบบุญหรือดุลยพินิจของทางวัด ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) อย่างเต็มภาคภูมิ
หัวใจของการปฏิรูปองค์กรที่ยากที่สุด มิใช่การเปลี่ยนอาคารสถานที่หรือหลักสูตรตำรา แต่คือการเปลี่ยนแปลง “คน” และ “วัฒนธรรมการบริหารคน” ภายใต้การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สิ่งที่ถือเป็นก้าวย่างแห่งอารยะ คือความพยายามที่จะก้าวข้าม “ระบบอุปถัมภ์” (Patronage System) หรือการพึ่งพิงดุลยพินิจส่วนบุคคลที่ฝังรากลึก มาสู่การสถาปนา “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ให้เกิดขึ้นจริง
เมื่อกล่าวถึง พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายท่านอาจนึกภาพการเรียนการสอนเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์ไทย (เถรวาท) เป็นหลัก แต่แท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่กางออกเพื่อโอบอุ้ม “พุทธจักรไทยทั้งระบบ” ซึ่งรวมถึงพี่น้องพุทธศาสนิกสัมพันธ์อย่าง คณะสงฆ์จีนนิกาย และ คณะสงฆ์อนัมนิกาย ด้วย
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เปรียบเสมือนการปักธงชัยทางนิติบัญญัติที่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่า ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งการใช้อำนาจตามจารีต สู่ยุคแห่ง “นิติรัฐ” (Rule of Law) อย่างเป็นทางการ
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการประทับตราครุฑลงบนเอกสารเพื่อรับรองวิทยฐานะเท่านั้น หากแต่เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาสงฆ์ไทย จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธาและจารีต” ไปสู่การเป็น “องค์กรตามกฎหมาย” (Statutory Board) อย่างเต็มภาคภูมิ
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิได้เป็นเพียงการขยับตัวของตัวบทกฎหมายบนหน้ากระดาษ หากแต่เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโครงสร้างการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
ในประวัติศาสตร์การบริหารองค์กร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดจะสั่นสะเทือนรากฐานได้เท่ากับ “การย้ายฐานอำนาจ” เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ วงการสงฆ์ไทยได้จารึกหมุดหมายสำคัญผ่านการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ หลายคนอาจมองเห็นเพียงเม็ดเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่หากมองให้ลึกลงไปใน “ดีเอ็นเอ” ของกฎหมายฉบับนี้ จะพบว่านี่คือการ “รื้อถอนโครงสร้าง” (Deconstruction) อำนาจการกำกับดูแลบุคลากรครั้งใหญ่ที่สุด
ในโลกของการบริหารจัดการสมัยใหม่ สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการ “แสวงหาอำนาจ” คือการ “บริหารความรับผิดชอบ” โดยเฉพาะเมื่อต้องรับผิดชอบต่อผู้มีอำนาจสองฝ่ายที่มีเป้าหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ มิใช่เพียงการจัดระเบียบองค์กรสงฆ์ใหม่ แต่คือการก่อกำเนิดโมเดลการปกครองที่นักรัฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะเรียกว่า “ภาวะความรับผิดชอบสองทาง” (Dual Accountability) สถานการณ์ที่เปราะบางและท้าทายนี้เกิดขึ้นเมื่อ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ถูกวางบทบาทให้เป็น “คนกลาง” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “อำนาจรัฐ” (อาณาจักร) ที่เน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กับ “อำนาจสงฆ์” (ศาสนจักร) ที่เน้นความบริสุทธิ์แห่งพระธรรมวินัย
หากเปรียบการปฏิรูปเป็นงานก่อสร้าง วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ คือวันที่แปลนพิมพ์เขียวฉบับใหม่ถูกกางออกอย่างเป็นทางการ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกฎหมายลงในราชกิจจานุเบกษา แต่คือการวางศิลาฤกษ์ให้แก่โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม” (กศป.)