Category: พระไตรปิฎกศึกษา
หมวดหมู่สำหรับการวิเคราะห์ ศึกษา และตีความพระไตรปิฎกอย่างเป็นระบบ เน้นการนำเสนอเนื้อหาคัมภีร์พุทธในรูปแบบวิชาการที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พร้อมเชื่อมโยงบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และปรัชญา
ในการศึกษาพระไตรปิฎก พระสูตรจำนวนไม่น้อยใช้ “เรื่องเล่า” เป็นประตูเปิดสู่หลักธรรมอันลึกซึ้ง มารตัชชนียสูตรเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น พระสูตรนี้มิได้เริ่มต้นด้วยคำสอนเชิงนามธรรม หากเริ่มจากอาการทางกายที่ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ
ในวิถีชีวิตของผู้คน บ่อยครั้งที่เราอาจพบเจอช่วงเวลาแห่งความมั่นใจอย่างถึงที่สุดว่า สิ่งที่เราครอบครองหรือจุดที่เรายืนอยู่นั้นคือ “ที่สุด” ของความสำเร็จแล้ว แต่จะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งมีผู้ก้าวเดินเข้ามาแล้วชี้ให้เห็นว่า ยังมีมิติที่ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้นดำรงอยู่ เรื่องราวใน “พรหมนิมันตนิกสูตร” เปรียบเสมือนบันทึกเหตุการณ์ทำนองนี้ในเวอร์ชันระดับจักรวาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงจำต้องเปิดโหมดตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ “Fact Check” ต่อหน้าท้าวมหาพรหมผู้ทรงอิทธิฤทธิ์
ในโลกของการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกัน เรามักเผชิญกับสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ในทีมหรือองค์กรเกิดรอยร้าว การสื่อสารเต็มไปด้วยการเสียดสี ประชดประชัน ราวกับกำลัง “เปิดศึกน้ำลาย” ที่ไม่มีใครยอมใคร สภาวะความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน หากแต่เคยปรากฏให้เห็นเป็นกรณีศึกษาครั้งสำคัญในสมัยพุทธกาล ณ เมืองโกสัมพี เหตุการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มภิกษุผู้เป็น “ตัวตึง” ในครั้งนั้น ได้กลายเป็นที่มาของ “โกสัมพิยสูตร” บทเรียนล้ำค่าที่ชวนให้เราขบคิดถึงรากเหง้าของปัญหาและการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน
ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น และบรรดา “กูรู” หรือผู้รู้แจ้งผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ความเคลือบแคลงสงสัยกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่จำเป็นสำหรับคนร่วมสมัย หลายท่านอาจเลือกที่จะตั้งแง่กับทุกความเชื่อ หรือปฏิเสธศาสนาเพราะเกรงว่าจะตกเป็นเหยื่อของความงมงาย
ในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วเสียจนเราแทบไม่ได้หยุดพักหายใจ มนุษย์ทุกคนต่างออกวิ่งไล่ล่าสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ราวกับเป็นพันธกิจสูงสุดของชีวิต แต่เคยฉุกคิดหรือไม่ว่า ความสุขที่เราไขว่คว้ามาได้ในวันนี้ อาจมี “ราคา” ที่ต้องจ่ายคืนอย่างสาสมในวันหน้า
ในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา มีเรื่องราวหนึ่งที่เปี่ยมด้วยความละเอียดอ่อนทางอารมณ์และความลุ่มลึกทางปัญญา เรื่องราวของ “พระธรรมทินนาเถรี” ภิกษุณีผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเลิศด้านการแสดงธรรม และ “วิสาขอุบาสก” อดีตสามีผู้มั่งคั่งและเปี่ยมด้วยภูมิธรรมระดับพระอนาคามี
บทนำ: บทสนทนาที่ไม่ต้องยกเสียง แต่ทำให้ใจสะดุด ในพระไตรปิฎก มีพระสูตรจำนวนไม่น้อยที่มิได้ดำเนินเรื่องด้วยการแสดงธรรมฝ่ายเดียว หากแต่ใช้ “การสนทนา” เป็นเครื่องมือเปิดพื้นที่ให้ปัญญาได้ทำงานอย่างเต็มที่ มหาเวทัลลสูตร คือหนึ่งในนั้น
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มนุษย์เราต่างโหยหาที่พึ่งพิงทางใจ บางคนเลือกกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนเลือกยึดถือตัวบุคคล หรือบางคนเลือกศรัทธาในลัทธิความเชื่อ สิ่งเหล่านี้ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “การถึงสรณะ” หรือ “สรณคมน์” ซึ่งเปรียบเสมือนการปักหมุดความเชื่อลงไปในจิตวิญญาณ
ในยุคสารสนเทศที่ความรู้ท่วมท้นเพียงปลายนิ้วสัมผัส เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” (Knowledge is Power) แต่ในทางพุทธปรัชญา อำนาจนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม การศึกษาพระธรรมหรือ “ปริยัติ” มิได้มีค่าเพียงเพราะเราอ่านมากหรือจำได้แม่นยำ หากแต่ขึ้นอยู่กับ “เจตนา” เบื้องหลังการหยิบฉวยความรู้นั้นไปใช้
เคยตั้งคำถามกับความไม่แน่นอนของชีวิตบ้างหรือไม่? ว่าเหตุใดมนุษย์เราจึงมีเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางคนดูเหมือนจะถูกโชคชะตาผลักดันให้พุ่งทะยานสู่ที่สูง ในขณะที่บางคนกลับต้องเผชิญวิบากกรรมที่ฉุดรั้งให้ดำดิ่งลงสู่ความเสื่อมถอย โดยเฉพาะเมื่อต้องก้าวข้ามธรณีประตูแห่งความตายไปแล้ว อะไรคือกฎเกณฑ์ที่แท้จริงในการตัดสินปลายทางเหล่านั้น?